Posted by: thanasaksuksong | เมษายน 24, 2009

การสร้างพลังจิต …เพื่อพิชิตความสำเร็จ

ตอนที่ 1.

แรงบันดาลใจ

ผลพวงจากปัญหาวิกฤตทางด้านเศรษฐกิจ
ทั้งภายในประเทศและจากภายนอกประเทศในปัจจุบัน
กระทบต่อเนื่องไปถึงปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง และสังคม
สุดท้ายปัญหาวิกฤติทั้งหมดก็กองสุมรวมอยู่ในระดับปัจเจกชนกันอย่างทุกถ้วนหน้า ยิ้มสยามที่เคยเปล่งปลั่งยั่งยืนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของปวงชนชาวไทยค่อยเลือนรางจางหายกลายเป็นความเคร่งเครียดมึนตึงเข้าหากัน
ครอบครัวเครือญาติที่เคยกลมเกลียวเหนียวแน่นก็กลับบาดหมางห่างเหินต่อกัน
บรรยากาศของสังคมแห่งความสันติสุขของชาวพุทธผู้อยู่ในศีลในธรรมกลับเลือนลางจางหายกลายเป็นความขัดแย้งขุ่นมัว และทิศทางของปัญหายังดิ่งถลำลึกไม่มีทีท่าจะพลิกฟื้นกลับคืนมาสู่สภาพเดิมอย่างง่ายดาย

เสียงบ่นจากผู้คนส่วนใหญ่ถึงความทุกข์ ความผิดหวัง
ความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำอีก
บริษัทห้างร้าน ธุรกิจการงาน การค้าขายต่างจ่อคิวปิดกิจการเลิกจ้างคนงานกันอย่างต่อเนื่อง นักบริหาร นักธุรกิจ
นักประดิษฐ์คิดค้น ที่เคยได้รับการยอมรับยกย่องให้ขึ้นหน้าปกวารสารว่าเป็นผู้ประสพความเสร็จในหน้าที่การงานนับวันจะหายากยิ่ง
กลับมีแต่ข่าวคราวของผู้ประสพความล้มเหลวเข้ามาแทนที่ นี่เราจะปล่อยให้ล่องลอยเคว้งคว้างไปตามกระแสสังคมอีกยาวนานสักเพียงใด

ข้าพเจ้าเองก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เคยถูกคลื่นวิกฤติโถมซัดพัดพาจนหาทิศทางเข้าฝั่งแทบไม่เจอ
ซึ่งไม่ต่างจากคนอื่นอีกจำนวนมากที่ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงให้รอดพ้นจากวิกฤติการณ์ในครั้งนี้ไปได้ ไม่ถูกโดยตรงก็เจอโดยอ้อม ไม่โดนเต็ม ๆ ก็โดนเฉียด ๆ ไม่โดนลูกแรกก็โดนลูกหลัง
หันมองไปรอบกายก็มีแต่ผู้คนล้มลุกคลุกคลานตะเกียกตะกายไม่ต่างจากสภาพการณ์ที่คลื่นสึนามิพึ่งเคลื่อนผ่านเมื่อไม่นานนี่เอง

หลังจากที่พยามยามลุกขึ้นต่อสู้ด้วยความดื้อรั้นดันทุรัง สู้แล้วแพ้
สู้แล้วล้ม สู้แล้วผิดหวังซ้ำซากครั้งแล้วครั้งเล่าจนอ่อนระโหยโรยแรงหน้าแห้งใจเหี่ยว ความดันทุรังจึงค่อยดับลดหดหายผ่อนคลายการบีบคั้นใจกายให้สงบลง
เมื่อกายใจเริ่มสงบเป็นอิสระสติสัมปชัญญะก็เริ่มผุดขึ้นมาแทนที่ ถ้าจะดันทุรังสู้อย่างนี้ต่อไปคงมีแต่ทางตายกับไม่รอด เมื่อสติมาปัญญาจึงเกิดฉุกคิดขึ้นมาว่า ทางรอดแต่ไม่ตาย นั้นมีไหม? หนทางที่สู้แล้วชนะนั้นมีไหม? เส้นทางสู่การประสพความสำเร็จนั้นอยู่ที่ใด ถ้ามีจะค้นหาต้นทางนั้นได้อย่างไร?

หลังจากครุ่นคิดค้นหาอยู่หลายตะหลบ
ความทรงจำจุดประกายแวบหวนคิดถึงหนังสือเก่าเก็บอันทรงคุณค่าที่เคยอ่านแล้วยกตั้งไว้เหนือหิ้งเมื่อหลายสิบก่อน และแล้ว
!..!
สิ่งศักดิ์สิทธิ์อาจจะดลจิตดลใจให้รำลึกนึกถึง ข้าพเจ้ารีบไปค้นหาหนังสือดังกล่าว ได้พบจริงๆ
แม้ว่าสภาพอาจจะเก่าจนมีร่องรอยการกัดแทะของมดปลวกอยู่บ้างในบางส่วน แต่เนื้อหาโดยรวมครบถ้วนสมบูรณ์ดี เล่มแรกคือศิลปเคล็ดลับในการเป็นมหาบุรุษ เขียนโดย
วิเทศกรณีย์ และอีกเล่มคือ ชีวิตคือการต่อสู้ โดยผู้เขียนคนเดียวกัน เป็นหนังสือที่พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ.
2509 และครั้งที่สองเมื่อ พ.ศ. 2511 ซึ่งนับย้อนหลังไปได้สี่สิบกว่าปี

วิเทศกรณีย์คือนามปากกาของหลวงวิจิตรวาทการ นักการทูต
นักเขียนนามอุโฆษอันเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งเป็นคนไทยเพียงไม่กี่คนยุคนั้นที่ต่างชาติให้การยอมรับ ที่สำคัญยิ่ง
หลวงวิจิตรวาทการเป็นนักเขียนทางจิตวิทยาประเภทปลุกใจได้ดีมาก และที่สำคัญกว่านั้น ท่านเป็นนักต่อสู้ที่แท้จริง ท่านเกิดเมื่อวันพฤหัสที่
11
สิงหาคม พ.ศ. 2441
ท่านได้เขียนประวัติไว้ตอนหนึ่งว่า

“ข้าพเจ้าเกิดบนแพ ริมแม่น้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี
เมื่อรู้ความ เห็นบิดามารดาของข้าพเจ้ามีเรือพายม้าลำหนึ่ง แม่แจวหัว
และพ่อแจวท้าย พวกข้าพเจ้าเป็นพวกมีลูกมาก แม่ของข้าพเจ้ามีลูกถึง
8 คน

แม่ของข้าพเจ้าถึงแก่กรรมตั้งแต่ตัวข้าพเจ้ายังเล็ก
ข้าพเจ้าเริ่มลำดับความต่างๆ ได้ตั้งแต่อายุ
5 ขวบ
จำได้ว่าพ่อเคยเขียน ก. ข. ใส่กระดานชนวนไว้ให้ในเวลากลางคืน และพอ
4 นาฬิกา ก็ต้องแจวเรือไปค้าขายสองคนกับแม่ เวลานอนก็นอนกับย่า ซึ่งเป็นคนจดจำนิยายต่างๆ ไว้ได้มาก และเล่าให้ฟังเสมอ จนกระทั่งเรื่องสังข์ทอง
เรื่องรามเกียรติ์ เรื่องอิเหนา เรื่องพระอภัยมณี และเรื่องขุนช้างขุนแผนเหล่านี้ อยู่ในสมองของข้าพเจ้าหมดก่อนที่จะลงมืออ่านได้เอง
เมื่ออายุ
8 ขวบ ได้เข้าโรงเรียนวัดขวิด ตำบลสะแกกรัง
สอบไล่ได้ชั้นประโยคประถม พ่อแม่ไม่มีทุนจะให้เข้าศึกษาต่อไป จึงเปลี่ยนวิธีใหม่ ได้เข้าศึกษาในทางธรรมอยู่ในวัดมหาธาตุตั้งแต่อายุ
13 ขวบ จนถึงอายุ 20 ปี สอบไล่ได้เปรียญ
5 ประโยค จึงออกจากวัด”

และจากบันทึกประวัติการทำงานของหลวงวิจิตรวาทการตอนหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า
“ชีวิตของหลวงวิจิตรวาทการ เป็นชีวิตของผู้มีวิริยะมานะกล้าในการทำความดี ได้ต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ
ในชีวิต เพื่อให้ได้มาซึ่งความเจริญ ชีวิตของท่านได้ดำเนินมาหลายบทบาท
เริ่มจากการเป็นนักธรรม เป็นข้าราชการ นักการเมือง นักการทูต เป็นครู
อาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นนักประพันธ์
เป็นนักปราชญ์ จากสามเณรเปรียญ
5 ประโยค ท่านได้รับพระราชทานปริญญาบัตรเศรษฐศาสตร์สหกรณ์
ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในปี พ.ศ.
2504 ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ทางการทูต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในปีเดียวกัน และปริญญาบัตรอักษรศาสตร์
ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ.
2505

แสดงว่า
แนวทางการต่อสู้และเคล็ดลับความสำเร็จที่หลวงวิจิตรวาทการ โดยใช้นามปากกาว่า วิเทศกรณีย์
ได้นำมาถ่ายทอดไว้ในหนังสือทั้งสองเล่นนั้น ส่วนใหญ่เป็นประสบการณ์ตรงที่ท่านได้ใช้เป็นแนวทางในการต่อสู้กับปัญหาอุปสรรคต่าง
ๆ จนประสบความสำเร็จมาแล้ว
ไม่ได้รวบรวมเรียบเรียงจากหลักคิดวิธีการของผู้อื่นมาเพียงอย่างเดียว หลักปรัชญาแนวคิด ประสบการณ์ตรงในชีวิตจริงของหลวงวิจิตรวาทการผู้เคยพิชิตปัญหาสารพัดมาแล้วนั้นยิ่งเพิ่มความมั่นใจขึ้นได้เป็นทวีคูณ


ตอนที่ 2.

เคล็ดลับการต่อสู้….สู่ความสำเร็จ

หลายท่านคงเคยได้อ่านหนังสือทั้งสองเล่มนี้มาบ้างแล้ว ส่วนแรก
วิเทศกรณีย์ (ผู้เขียน)
ได้นำชีวประวัติการต่อสู้จนประสบความสำเร็จของมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ในอดีต ด้วยหลากปัญหาหลายสาขาอาชีพ เช่น
เฮนรี่
ฟอร์ด
เศรษฐีผู้มีอุดมคติว่า “เจริญเพราะคนทำ
ตกต่ำเพราะคนไม่ทำ”
มหาตมะ คานธีผู้กอบกู้เอกราชของอินเดียด้วยหลักอหิงสา อด๊อฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำเยอรมันเจ้าของวาทะ
“ความกลัวไม่ใช่อะไรอื่น
คืออุปสรรคแห่งความก้าวหน้าของชีวิต”
มุสโสลินี ผู้นำอิตาลี ผู้สร้างตนเองขึ้นมาด้วยกฎความจริงว่า
“ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้”

นโปเลียนมหาราช เอมเปอเรอที่ไม่มีคำว่า “กลัว”
อยู่ในชีวิต
เซอร์ไอแซค นิวตัน ผู้เป็นเจ้าของปทานุกรมอุดมคติ “ชีวิตคือการต่อสู้”
ซึ่งมหาบุรุษส่วนใหญ่เริ่มต้นมาด้วยชีวิตเยาว์วัยที่ลำบากยากจน แต่เขาเหล่านั้นไม่ได้ย่อท้อต่อชีวิตของตนเอง ทุกท่านได้ต่อสู้กับชีวิตด้วยความมั่นคงในอุดมการณ์ของตนเองจนบรรลุสู่ความสำเร็จในชีวิต

ภาพการต่อสู้ในแต่ละฉากแต่ละตอนของมหาบุรุษแต่ละท่าน เมื่อเทียบเคียงกับปัญหาอุปสรรคที่คนรุ่นเรากำลังประสบพบเจออยู่ตอนนี้นั้นมันต่างกับลิบ ความยุ่งยากรุนแรงของปัญหาในยุคนั้นสมัยนั้นไม่อาจจะนำมาเปรียบเทียบกันได้เลย
ปัญหาที่ยุ่งยากซับซ้อนรุนแรงเขายังสามารถต่อสู้จนประสบความสำเร็จได้ เมื่อกลับมามองปัญหาจิบจ้อยที่เราประสบอยู่ขณะนี้ ทำไมเราไม่สามารถเอาชนะมันได้ จะว่าเราไม่สู้ก็ไม่ใช่ เราก็สู้เต็มที่ สู้ทุกรูปแบบ
สู้ทุกเวลา
แต่เราสู้แล้วมีแต่ความพ่ายแพ้
ล้มเหลว
ไม่ประสบความสำเร็จเอาเสียเลย

สำหรับอีกส่วนหนึ่ง
ผู้เขียนได้นำเสนอเคล็ดลับแห่งความสำเร็จของมหาบุรุษ ซึ่งเป็นคำตอบที่บอกกับตัวเองได้อย่างชัดเจนว่า
อะไรคือเส้นแบ่งระหว่างผู้ที่ต่อสู้แล้วสำเร็จกับผู้ที่ต่อสู้แล้วล้มเหลว เมื่อได้อ่านกลับไปกลับมาทบทวนครุ่นคิดพิจารณาซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยรอบคอบ จึงพบว่า พลังจิตที่สงบตั้งมั่นเป็นสมาธิ คือปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จของมหาบุรุษ ซึ่งสอดคล้องกับคำพังเพยที่ว่า “จิตเป็นนายกายเป็นบ่าว” นั่นเอง
สัจธรรมความจริงนี้ย่อมเป็นความจริงที่แท้จริง ผู้ที่มีจิตสงบตั้งมั่นได้นั้น กายยอมมั่นคง
ผู้ที่จิตหวั่นไหว กายย่อมไหวหวั่นเช่นเดียวกัน ดังนั้น
พลังใจ พลังจิต พลังความคิด
พลังสติปัญญาคือสิ่งที่เราต้องสรรหามาเติมเต็มให้กับตนเอง เพื่อต่อสู้เอาชนะอุปสรรคทั้งหลาย บรรลุเป้าหมายสู่ความสำเร็จ

ในตอนหนึ่งท่านได้ยกตัวอย่างไว้ว่า “นโปเลียนมหาราชแห่งฝรั่งเศสพระองค์นี้ ผู้ที่ชาวโลกยกย่องชมเชยไว้เป็นอเนกประการ เป็นทั้งนักรบที่กล้าหาญ
เป็นนักการเมืองที่ปราชญ์เปรื่องและกล้าหาญที่สุดในโลกก็เพราะนโปเลียนรู้จักใช้สมาธิทำประโยชน์ให้แก่ตนเอง
เพราะสมาธินั้นนำเอาไปใช้ได้ทั้งในความก้าวหน้าและการพักผ่อน นโปเลียนแบ่งสมาธิเป็นลิ้นชัก ๆ ไป ถ้าจะรักหรือนึกถึงโยเชฟินขึ้นมาแล้ว นโปเลียนจะปิดลิ้นชักอื่นหมดเหลือแต่ลิ้นชักรักอย่างเดียว ถ้านโปเลียนเข้าสมรภูมิ
นโปเลียนก็คิดแต่ตำรับตำราพิชัยสงครามเท่านั้น ความคิดอื่น ๆ ถูกทำลายหมด
คราใดที่นโปเลียนบริหารประเทศในทางการปกครองหรือรัฐประศาสโนบายแล้ว ลิ้นชักอื่นทุกลิ้นชักจะถูกปิดหมด คราใดที่นโปเลียนต้องการจะหลับ
ก็ปิดลิ้นชักอื่นหมดเหลือแต่ลิ้นชักนอนหลับอย่างเดียว
จึงมีเรื่องเล่ากันว่านโปเลียนนึกจะหลับก็หลับได้ทุกเวลา”

มหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่คือผู้มีพลังจิตที่ยิ่งใหญ่นั่นเอง
ข้อสรุปนี้จึงน่าจะเป็นคำตอบที่ถูกต้องที่จะอธิบายได้ว่า เพราะเหตุใดการต่อสู้ของเราจึงไม่ประสบความสำเร็จ จึงน่าจะบัญญัติตำราพิชัยยุทธ์ขึ้นมาใหม่ได้ว่า
“ผู้ใดไม่มีสมาธิรบร้อยครั้งแพ้ทั้งร้อยครั้ง
ผู้ใดมีสมาธิมั่นคงรบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง”

แม้ว่าจะมีการกล่าวถึงการสร้างมโนภาพ การสร้างกำลังใจ พลังไอเดียใหม่ ๆ แปลก ๆ พลังแห่งความอดทน ฯลฯ
แต่ข้าพเจ้าคิดว่า
สมาธิเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญยิ่ง
สมาธิเป็นบันไดขั้นแรกที่จะก้าวขึ้นสู่บันไดขั้นสองขั้นสามจนบรรลุสู่ความสำเร็จได้ จึงควรค้นหาบันไดขั้นแรกให้พบก่อน ต้องขึ้นบันใดขั้นแรกให้ได้ก่อนแล้วจึงค่อยคิดอ่านขึ้นบันไดขั้นต่อไป

เมื่อเริ่มเห็นแสงริบหรี่ที่ปลายอุโมงค์ สำหรับผู้ที่หลงติดอยู่ในถ้ำมืดและปรารถนาจะนำพาตนเองให้หลุดพ้นจากถ้ำนรก ลำแสงเพียงน้อยนิดที่สาดส่องลอดรอยแตกของช่องหินย่อมมีความสว่างยิ่งกว่าแสงจากดวงไฟหลายสิบดวง ดังนั้น
ข้าพเจ้าจึงตั้งสติรวบรวมพลังกายใจครั้งยิ่งใหญ่ เพื่อค้นหา
สมาธิ
! สมาธิ! สมาธิ!
สมาธิคือยาวิเศษ
ต้องค้นหาสมาธิให้พบเพื่อที่จะใช้รักษาโรคแพ้ตลอดกาลให้จงได้ ปัญหาข้อแรกที่ผุดขึ้นมาก็คือ สมาธิคืออะไร
? สมาธิอยู่ที่ไหน ? หาได้อย่างไร ? เจอโจทย์ข้อแรกก็ออกอาการ ท้อแท้รันทด
อ่อนอกอ่อนใจ ขึ้นมาอีกแล้ว เราจะยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ขึ้นเวทีอย่างนั้นหรือ
เราจะท้อแท้ไม่ได้

คำพูดของมหาบุรุษผุดก้องขึ้นมาในสมองอีกครั้ง “จะขาดแคลนสิ่งอื่นใดไม่ใช่ปัญหา แต่อย่าขาดกำลังใจ”
ใช่แล้วถ้าเราหมดกำลังใจเพียงอย่างเดียวหมายถึงการหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง หรือ
เฮนรี่ฟอร์ด กล่าวไว้ว่า “ความสำเร็จจะมีหรือไม่ก็ช่างเถิด ข้าพเจ้าจะทำมันไปเรื่อย ๆ
ข้าพเจ้าจะทำมันด้วยความเข้มแข็ง”
นี่ก็ถูกต้อง
ถ้าเรามัวแต่วาดภาพความล้มเหลวมาหลอกหลอนตัวเองโดยไม่ลงมือกระทำการใด ภาพความล้มเหลวย่อมยิ่งขยายกว้างขึ้น ชัดขึ้นและเป็นความจริงขึ้นมาในที่สุด แต่ถ้าเราตั้งหน้าตั้งตาทำมัน ทำมันไปเรื่อย ๆ ทำมันด้วยความเข้มแข็ง โดยไม่สนใจติดยึดอยู่กับผลนั้น
ภาพของความล้มเหลวที่คอยมาหลอกหลอนเราอยู่นั้นจะค่อย ๆ เลือนหายไป ภาพแห่งความสำเร็จจักค่อย ๆ ปรากฏชัดขึ้น ใหญ่ขึ้น
และปรากฏเป็นความจริงในที่สุด หรือ เชคสเปียร์จินตกวีเอกของโลกกล่าวว่า “ ความชักช้า
ย่อมมีอวสานที่เต็มไปด้วยอันตราย”
นี่ก็จริง ถ้าเอาแต่
อึดอาด ยืดยาด ชักช้า ลังเล ไม่กล้าคิดไม่กล้าตัดสินใจและไม่ลงมือทำ ย่อมมีอวสานคือความพ่ายแพ้ล้มเหลวอย่างแน่นอน

จุดเปลี่ยนผันครั้งนี้ถือว่ามีความสำคัญยิ่งในชีวิตของข้าพเจ้า
การตัดสินใจว่าจะเริ่มต้นเดินหน้าค้นหาสมาธิ หรือจะหยุดอยู่กับที่ปล่อยให้มันเป็นไปตามยถากรรม
แต่ด้วยแรงบันดาลใจของหนังสือทั้งสองเล่มนั้น
หรืออาจจะเป็นด้วยแรงดลใจของหลวงวิจิตรวาทการ และด้วยพลังแห่งคุณงามความดีที่ข้าพเจ้าได้เคยกระทำไว้ ได้ผลักดันให้ข้าพเจ้าตัดสินใจเดินไปข้างหน้า เดินไปค้นหายาวิเศษ คือสมาธิ
เพื่อมารักษาซ่อมเสริมเติมพลังให้กับตนเองในการต่อสู้กับปัญหาอุปสรรคเพื่อบรรลุสู่ความสำเร็จ และต้องเริ่มต้นเดี๋ยวนี้ บัดนี้
ตอนนี้ โดยไม่มีข้อแม้หรือข้อแก้ตัวใด
ที่มาแอบอ้างเพื่อขอผลัดวันประกันพรุ่ง “ความชักช้า ย่อมมีอวสานที่เต็มไปด้วยอันตราย” ประโยคนี้ข้าพเจ้าขอจำไว้ให้ขึ้นใจ

ตอนที่ 3.

ตามหา….สมาธิ

คำว่า “สมาธิ” เป็นคำที่ได้ยินกันจนชินหูโดยเฉพาะในกลุ่มพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย “ถ้ามีความทุกข์หนัก เครียดมาก
ก็เข้าวัดฝึกสมาธิสิ”
นี่เป็นคำแนะนำที่ได้ยินได้ฟังอยู่เป็นประจำ แสดงว่าต้นต่อของสมาธิน่าจะอยู่ในวัด เอ้….แต่ก็น่าสงสัย เพราะข้าพเจ้าเองก็เป็นชาวพุทธโดยกำเนิด
ได้มีโอกาสบวชเรียนในพระพุทธศาสนาเป็นพระสงฆ์อยู่ในวัดตั้งสิบกว่าวัน มีการจัดงานบวชใหญ่โตมโหฬาร ฆ่าหมู
ฆ่าวัว จัดเลี้ยงเหล้ายาปลาปิ้งแขกเหรื่อมาร่วมทำบุญกันมากมาย มีมโหรสพหลากหลาย ภาพยนตร์ รำวง
หนังตะลุง มโนราห์ เพื่อร่วมฉลองงานบวชของข้าพเจ้า เขาบอกว่าจัดงานบวชยิ่งใหญ่อย่างนี้จะได้บุญกุศลแรง การจัดงานใหญ่โตได้กุศลแรงขนาดนี้หรือ แล้วทำไมตลอดเวลาที่ข้าพเจ้าบวชเป็นพระอยู่ที่วัดตั้งเกือบยี่สิบวัน จึงไม่มีโอกาสได้พบเจอกับ “สมาธิ” เลย แล้วสมาธิอยู่ที่ใด

ในที่สุดข้าพเจ้าจึง แอบแยกตัวเองออกจากกลุ่มเพื่อนคอเหล้า ก๊วนบุหรี่
แก๊งปี้ยาเส้น หลีกหนีจากห้องอาหารร้านคาราโอเกะ หลบมุมเข้าไปหมกอยู่ในร้านขายหนังสือ ซื้อหาหนังสือเกี่ยวกับสมาธิมาอ่าน
ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับ “สมาธิ” เมื่อเริ่มได้เบาะแสชัดเจนว่า ต้นต่อของสมาธิอยู่ในวัดนั่นแหละ สมาธิอยู่ในหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนานั่นแหละ เพียงแต่ในวัดบางวัดนั้นมีเพียงแต่เมล็ดพันธุ์ของสมาธิแอบซ่อนอยู่ในตู้พระไตรปิฎก ไม่มีพระสงฆ์นำเมล็ดพันธุ์นั้นมาปลูกให้ต้นสมาธิเจริญงอกงามออกมาให้พบเห็นได้

ข้าพเจ้าจึงเบนเข็มกลับเข้าไปในวัดอีกครั้งหนึ่ง ค่อยสืบ
ค่อยหา
ค่อยศึกษาค้นคว้าว่ามีวัดแห่งใด
มีพระสงฆ์องค์ใดเพาะพันธุ์สมาธิให้แตกหน่อ
ออกต้น ให้ยลโฉมได้บ้าง ซึ่งต้องใช้ความพยายามอดทนค้นหาไปเรื่อยอย่างไม่ย่อท้อ วัดแล้ววัดเล่า ได้ฟังพระธรรมเทศนาจากพระสงฆ์หลายรูปหลายองค์เพื่อนำมาภาพเหล่านั้นมาเชื่อมต่อหลอมรวมให้เป็นภาพของ “สมาธิ”
เพราะข้าพเจ้าเกรงว่า
ถ้าเราไม่ได้สมาธิที่แท้จริงแล้ว
จะนำมาใช้เป็นยาวิเศษเพื่อรักษาโรคทุกข์กายทุกข์ใจที่มันถาโถมเข้ามาในปัจจุบันนี้ไม่ได้
เช่นเดียวกับการหาสมุนไพรเพื่อใช้ปรุงเป็นยารักษาโรคร้ายแรงให้หายได้นั้น สมุนไพรทุกอย่างทุกชนิดต้องเป็นของแท้ ของดี
ของมีคุณภาพจริงเท่านั้น
เช่นเดียวกัน “สมาธิ” ที่มหาบุรุษใช้เป็นพลังวิเศษในการต่อสู้เพื่อบรรลุความสำเร็จได้ทุกครั้งนั้น
ย่อมไม่ใช่สมาธิธรรมดาที่คุณครูฝึกให้นักเรียนนั่งหลับตานิ่งนิ่งอยู่สองสามนาทีก่อนเข้าชั้นเรียนอย่างแน่นอน สมาธิที่ทำให้นโปเลียนสามารถควบคุมตนเองให้จิตสงบตั้งมั่นอยู่ท่ามกลางสมรภูมิสงครามที่ห้อมล้อมไปด้วยความเป็นและความตายนั้น ต้องเป็นสมาธิสายพันธุ์แท้ที่ไม่ได้ผสมข้ามสายจนกลายเป็นสมาธิลูกผสมที่ผิดเพียนไปจากพันธุ์แท้ดั่งเดิมอย่างแน่นอน

หลังจากได้เดินทางค้นหาไปหลายแห่ง อาจจะเพราะบุญพาวาสนาส่ง จึงได้มีโอกาสพบกับพระครูนิเทศธรรมวิจิตร หรือพระอาจารย์บุญเริญ มหาปุญโญ
เจ้าอาวาสวัดโพธิ์เจริญธรรม (วัดลุ่มบอน)
ตั้งอยู่ตำบลควนโพธิ์
อำเภอเมือง จังหวัดสตูล เป็นวัดป่าที่มีบรรยากาศสะอาด ร่มรื่น
สดชื่น เย็นสบายด้วยหมู่แมกไม้ป่านานาชนิดปกคลุมเต็มพื้นที่และสัตว์ป่านานาพันธุ์อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข
พระอาจารย์บุญเริญ พระอริยสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมีจริยวัตรอันสงบสมถะและเปี่ยมด้วยเมตตา ท่านได้กรุณาอธิบายความหมายของคำว่า “สมาธิ”
ให้ข้าพเจ้าได้รู้แจ้งชัดเจนเป็นรูปธรรมจนหมดข้อสงสัย ทั้งนี้เพราะท่านได้บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ หมั่นรดน้ำ
พรวนดิน ใส่ปุ๋ยมาด้วยตนเอง
จนต้นสมาธิของท่านได้เจริญงอกงามมีดอกออกผลอยู่ในกายใจของท่านอยู่ถึงปัจจุบันนี้ ด้วยเหตุนี้
ท่านจึงสามารถถ่ายทอดจากประสบการณ์ของท่านได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง ทุกขั้นทุกตอน
ทุกแง่ทุกมุม จนข้าพเจ้ามั่นใจได้ว่านี่คือแหละ
“สมาธิอันเป็นของแท้ของจริง” ที่มีสรรพคุณเป็นยาวิเศษในการรักษาโรคความล้มเหลวได้อย่างแท้จริง และน่าจะเป็นสมาธิสายพันธุ์เดียวกับที่มหาบุรุษทั้งหลายใช้ในการต่อสู้
เพื่อเอาชนะปัญหาอุปสรรคทั้งหลายทั้งปวงเพื่อบรรลุสู่เป้าหมายอันยิ่งใหญ่ได้

สรุปความหมายเบื้องต้นได้ว่า
คำว่า “สมาธิ” ที่เราใช้พูดสื่อความหมายกันอยู่ในทุกวันนี้มีหลายระดับ หลายลักษณะ
ซึ่งอาจจะทำให้คนทั่วไปเข้าใจผิดแผกแตกต่างกันอย่างหลากหลาย และเนื่องจากคำว่า
สมาธินั้นเป็นนามธรรมที่ไม่อาจจะจับต้อง
หรือชั่ง ตวง วัด
จัดรูปทรง มาเปรียบเทียบกันได้อย่างชัดเจน จึงไม่อาจจำแนก จัดกลุ่ม
จัดระดับให้เป็นหมวดหมู่ได้ว่าสมาธิลักษณะไหน อยู่ในกลุ่มใด ข้าพเจ้าจึงได้จัดแบ่งกลุ่มหมวดหมู่ จัดกลุ่มแจงระดับของสมาธิตามจิตนาการ เพื่อให้การอธิบายเข้าใจได้ง่ายขึ้น ตามความเข้าใจของข้าพเจ้า จะขออธิบายไว้ดังนี้

คำว่า “สมาธิ” อธิบายถึง
สภาวะของจิตที่สงบตั้งมั่นอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ซึ่งข้าพเจ้าจะขอจำแนกประเภทของสมาธิตามลักษณะของของสภาวะจิตเพื่อประกอบการอธิบายได้ดังนี้

1.
สมาธิอันเกิดจากสภาวะจิตที่ติดยึดอยู่กับสรรพสิ่งภายนอกกาย สรรพสิ่งภายนอกที่อยู่รอบ ๆ

กายของเรานั้น จิตของเรารับรู้ในลักษณะของ รูป
รส กลิ่น เสียง
โผฎฐัพพะ (สิ่งที่รับรู้ได้ด้วยกาย) ที่มากระทบ ตา
หู จมูก ลิ้น
กาย จนจิตรับรู้ได้
สมาธิแบบนี้เกิดขึ้นเมื่อจิตไปติดยึดตั้งมั่นอยู่กับสิ่งที่รับรู้นั้น เช่น
นักการพนันที่จิตตั้งมั่นอยู่กับการลุ้นไพ่ ไฮโล
โดยไม่สนใจรับรู้สิ่งอื่นๆ
หรือกองเชียร์กีฬาที่จิตติดยึดตั้งมั่นอยู่กับการลุ้นให้นักกีฬาทำแต้มทำคะแนนเพื่อเอาชนะคู่ต่อสู้ให้ได้ แม้กระทั่งการร้องเพลงคาราโอเกะที่จิตติดยึดตั้งมั่นอยู่กับ
เนื้อร้อง เสียงดนตรี ก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้
สมาธิแบบนี้เป็นสมาธิที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของสัณชาตญาณของสัตว์โลกโดยทั่วไป เช่น
เสือโคร่งตั้งสมาธิสงบนิ่งเพื่อจ้องจับกวาง เหยี่ยวตั้งสมาธิสงบนิ่งจ้องจับหนู สมาธิแบบนี้สมมุติชื่อว่า แบบ สิ่งล่อ” ก็แล้วกัน

2.
สมาธิอันเกิดจากสภาวะจิตไม่รับรู้สรรพสิ่งภายนอก เป็นสภาวะจิตที่ปฏิเสธไม่รับรู้
รูป

รส กลิ่น เสียง
โผฏฐัพพะ(สิ่งที่รับรู้ได้ด้วยกาย)ที่มากระทบ ตา
หู จมูก ลิ้น
กาย สภาวะนี้จึงคล้ายกับการนอนหลับ เช่น คนที่นอนหลับอยู่หน้าจอทีวีที่กำลังเปิดอยู่ ทั้งที่มีเสียงมากระทบหู รูปมากระทบตา แต่จิตไม่รับรู้เรื่องราวใด ๆ อีกเลย สมาธิเช่นนี้ อาจจะเกิดขึ้นได้ด้วยการฝึกฝนจิตให้ปฏิเสธการรับรู้ในสรรพสิ่งรอบกาย เช่น
การฝึกสมาธิโดยการนั่งหลับตาในที่สงบในสถานที่ที่ปลอดจาก รูป
รส กลิ่น เสียง
โผฎฐัพพะ (สิ่งที่รับรู้ได้ด้วยกาย)
จิตจะสงบตั้งมั่นอยู่ได้เนื่องจากไม่รับรู้ข้องเกี่ยวติดยึดในสรรพสิ่งรอบกาย สมาธิแบบนี้
สมมุติชื่อว่า แบบ“ชั่วคราว” ก็แล้วกัน

3.
สมาธิอันเกิดจากสภาวะจิตปล่อยวางไม่ติดยึดกับสรรพสิ่งทั้งปวง หมายความว่า
จิตรับรู้ใน

สรรพสิ่งทั้งปวงในลักษณะของ
รูป รส กลิ่น
เสียง โผฎฐัพพะ
(สิ่งที่รับรู้ได้ด้วยกาย) และธรรมารมณ์ (สิ่งที่รับรู้ได้ด้วยใจ) ที่มากระทบตา
หู จมูก ลิ้น
กาย และใจ
สมาธิแบบนี้เป็นสภาวะจิตที่สงบตั้งมั่นเนื่องจากจิตไม่ติดยึดในสิ่งที่มากระทบนั้น ซึ่งต่างจากสมาธิแบบจิตไม่รับรู้ เมื่อรูปมากระทบตาจิตรับรู้รูปนั้นแต่ไม่ติดยึดในสาระความหมายของรูปนั้นเมื่อรูปดับหายไปจิตก็ปล่อยวางรูปนั้นไป เมื่อเสียงมากระทบหู กลิ่นมากระทบจมูก รสมากระทบลิ้น
โผฎฐัพพะมากระทบกาย
และธรรมารมณ์มากระทบใจ
จิตก็รับรู้ในสิ่งที่มากระทบนั้นแต่เมื่อรับรู้แล้วก็ปล่อยวางสิ่งนั้นได้ เมื่อจิตรู้จักปล่อยวางไม่ติดยึดในสิ่งสรรพสิ่งที่มากระทบได้ จิตจึงสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ไม่โอนเอน
ไปตามสิ่งที่มากระทบนั้น ๆ สมาธิแบบนี้
สมมุติชื่อว่า แบบ“แท้จริง” ก็แล้วกัน

ข้อควรพิจารณาต่อไปก็คือ
สมาธิแบบใดที่มหาบุรุษทั้งหลายใช้ควบคุมกายใจให้สงบตั้งมั่นอยู่ได้ท่ามกลางปัญหาอุปสรรค ท่ามกลางความบีบคั้นความกดดันและภัยอันตรายรอบตัว จนสามารถฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคสู่ความสำเร็จในการต่อสู้ได้ทุกครั้ง ถ้าเป็นสมาธิ แบบสิ่งล่อ
ผู้นำที่จิตติดยึดอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยไม่สนใจสิ่งอื่นใด พิจารณาตามสภาพความเป็นจริงแล้ว ท่ามกลางปัญหาอุปสรรครอบด้านสมาธิแบบนี้คงจะใช้เอาชนะอุปสรรคได้หรือไม่ หรือถ้าเป็นสมาธิ แบบชั่วคราว
ผู้นำที่ปิดหูปิดตาไม่รับรู้รับฟังสิ่งอื่นใดเอาแต่ใจตนเองนั้น พิจารณาตามสภาพความเป็นจริงแล้วจะเอาชนะอุปสรรคได้หรือไม่ หรือถ้าเป็นสมาธิ แบบแท้จริง ผู้นำที่รับรู้รับฟังสิ่งรอบด้านแล้วรู้จักปล่อยวางโดยไม่ติดยึดสิ่งนั้นไว้เป็นอารมณ์ รู้แล้วเก็บไว้เฉพาะสิ่งที่เป็นประโยชน์รู้จักปล่อยวางสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ได้
สามารถรักษาสภาวะจิตให้สงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวโอนเอนไปตามอารมณ์ที่มากระทบได้นั้น สมาธิแบบนี้จะใช้ฝันฝ่าอุปสรรคได้หรือไม่

การที่ข้าพเจ้านำเอาสมาธิรูปแบบต่าง
ๆ มาวิเคราะห์จำแนกสมมุติชื่อเป็นแบบต่าง ๆ
นั้นไม่ได้มีเจตนาเปรียบเทียบว่าสมาธิแบบใดจะดีกว่าแบบใด
ข้าพเจ้ามีเจตนาเพียงเพื่อให้เกิดความสะดวกในการพิจารณาว่า สมาธิแบบใดน่าจะเป็นยาวิเศษที่กำลังใฝ่หาอยู่ในขณะนี้ ทั้งนี้เพราะพระอาจารย์เน้นย้ำอย่างชัดเจนว่า การที่แต่ละคนจะนำสมาธิไปใช้ได้นั้น ทุกคนต้องฝึกฝนกันเอาเอง ไม่สามารถจะใช้ตัวแทนหรือขอแบ่งปันกันได้ พระอาจารย์เป็นเพียงครูฝึกที่คอยชี้แนะแนวทางให้เท่านั้น เราจะหวังขอแบ่งปันจากพระอาจารย์ย่อมเป็นไปไม่ได้ เช่นเดียวกับการฝึกเล่นกีฬา ใครฝึกคนนั้นก็ได้ ใครไม่ฝึกคนนั้นไม่ได้ สมมุติว่าเรามีเพื่อรักเป็นนักมวยเก่งมากเป็นแชมป์โลก เราจะขอแบ่งความเก่งของเพื่อนมาให้เป็นของเรา
เพื่อให้เราเก่งเป็นแชมป์โลกด้วย โดยเราไม่ต้องลงมือซ้อมนั้นย่อมไม่ได้ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น วิธีการขั้นตอนในการฝึกสมาธิในแต่ละรูปแบบนั้นต่างกัน และการนำไปใช้ก็ต่างกัน
เช่นเดียวกับนักมวยและนักฟุตบอลแม้ว่าต่างก็เป็นกีฬาเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงเช่นเดียวกัน แต่รูปแบบวิธีการฝึกนั้นต่างกัน ถ้าเราเลือกประเภทผิดตั้งแต่เริ่มแรก เมื่อฝึกจบถึงขั้นสุดท้าย เรามารู้สึกตัวได้ว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ เช่นนี้ย่อมทำให้เสียเวลาเสียโอกาส
ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ไม่ใช่เวลาที่จะลองผิดลองถูกต่อไปอีกแล้ว

เมื่อพิจารณาโดยรอบคอบแล้ว ข้าพเจ้าจึงเลือกที่จะฝึกสมาธิแบบแท้จริง
เพราะคิดว่าน่าจะเป็นสภาวะจิตที่สามารถนำไปใช้ในการทำหน้าที่การงานเพื่อแก้ปัญหาฝันฝ่าอุปสรรคที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ได้อย่างเหมาะสมกว่าสมาธิแบบชั่วคราว เพราะสมาธิแบบชั่วคราวนั้นแม้ว่าจิตจะสงบตั้งมั่นมีพลังแน่วแน่กว่าแบบปล่อยวางก็จริงอยู่ แต่ในการทำหน้าที่การงานการประกอบอาชีพทำมาหากินในชีวิตจริงนั้น เราต้องเปิดหูเปิดตารับรู้เรื่องราวต่าง ๆ
ที่เข้ามากระทบจิตใจของเราอยู่ทุกเวลา
ทุกสถานที่ ทุกรูปแบบ โดยไม่จำกัดขนาดและปริมาณ เราจะปิกหูปิดตาไม่รับรู้เรื่องราวใดๆย่อมไม่ได้ แต่ถ้าเรารับรู้แล้วสามารถปล่อยวางได้โดยไม่เก็บไว้เป็นอารมณ์
สภาวะเช่นนี้จิตจะสงบตั้งมั่นอยู่ได้ในทุกเวลา ทุกสถานที่
ทุกสถานการณ์ สภาวะจิตที่สงบตั้งมั่นอยู่ได้เช่นนี้ น่าจะคล้ายกับสมาธิของมหาบุรุษทั้งหลายที่หลวงวิจิตวาทการได้กล่าวไว้
ข้าพเจ้าไม่ได้คาดหวังว่าจะเป็นมหาบุรุษผู้บรรลุความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ใด ๆ
ทั้งสิ้น
เพียงแต่ให้สามารถทำงานได้อย่างประสบความสำเร็จบ้างเท่านั้นก็พอ และความมุ่งหวังในบัดนี้วันนี้ก็คือ ต้องฝึกสมาธิแบบแท้จริงให้จงได้

ตอนที่ 4.

7
วันบรรลุธรรมด้วยกรรมฐานหนอ

พระอาจารย์บอกว่า
การฝึกปฏิบัติเพื่อให้รู้แจ้งเห็นจริงในกายใจจนจิตปล่อยวางกายใจได้นั้น จะว่าเป็นเรื่องยากก็ว่าได้ หรือจะว่าเป็นเรื่องง่ายก็ว่าได้
ทั้งนี้เพราะบางคนสามารถฝึกปฏิบัติให้รู้แจ้งเห็นจริงภายในเวลาเพียง
7
วัน
ส่วนบางคนอาจจะใช้เวลาถึง
7 เดือน สำหรับบางคนต้องใช้เวลาถึง 7 ปี และบางคนก็ใช้เวลาฝึกมามากกว่า
7 ปีจนถึงบัดนี้ก็ยังไปไม่ถึงไหน
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตัวผู้ฝึกเองจะเลือกเอาแบบไหน จะใช้เวลา สั้นยาว เร็วช้า
เจ้าตัวกำหนดเอาเองได้ ไม่มีใครอื่นสามารถช่วยเหลือ หรือควบคุม
บังคับให้สำเร็จในวันนั้นวันนี้ได้ เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลหรือพูดง่ายว่า ตัวใครตัวมัน ก็แล้วกัน

เมื่อเป็นเช่นนี้แน่นอนที่สุด ข้าพเจ้าเลือกกำหนดเอาระยะที่สั้นที่สุด ด้วยความอยากได้สมาธิโดยเร็ว ความจริงแล้วถ้าจะให้สั้นกว่านั้นได้อีกก็จะเลือกที่สั้นที่สุด แต่เมื่อพระอาจารย์สอบถามว่า ถ้าท่านจะให้ข้าพเจ้าไปร่วมแข่งขันวิ่งมาราธอนระยะทาง 10
กิโลเมตร โดยที่ท่านไม่ได้คาดหวังว่าจะให้ข้าพเจ้าชนะได้เหรียญทอง ขอเพียงแต่ให้วิ่งถึงเส้นชัยก็พอแล้ว
ข้าพเจ้าจะใช้เวลาในการฝึกซ้อมสักกี่วันจึงจะลงแข่งขันได้ เจอคำถามเช่นนี้ข้าพเจ้าก็พูดไม่ออกตอบไม่ได้ เพราะข้าพเจ้าเองอายุก็ไม่น้อยแล้ว แถมตัวอ้วนน้ำหนักก็มาก ไม่ได้วิ่งออกกำลังกายมาหลายปี
มีแต่รายการซ้อมยกแก้วเหล้าป้อนเข้าปากกับยกมวนบุหรี่ขึ้นมาสูบ ข้าพเจ้าจึงตอบไปว่าน่าจะใช้เวลาฝึกซ้อมอยู่หลายเดือนกว่าร่างกายจึงจะแข็งแรงพอที่จะวิ่งได้เป็นระยะทาง
10
กิโลเมตร
ท่านจึงสรุปให้ฟังว่าการฝึกจิตก็ไม่ต่างกับการฝึกร่างกายนั้นแหละ
จะฝึกร่างกายให้แข็งแรงได้ภายในเวลาวันสองวันไม่ได้ฉันใดการฝึกจิตที่ฟุ้งซ่านให้สงบตั้งมั่นเป็นสมาธิก็ฉันนั้น ข้าพเจ้าจึงยอมจำนน

ก่อนจะเข้าวัดปฏิบัติธรรม ข้าพเจ้ามีข้อกังวลเรื่องการรักษาศีล 8 ซึ่งต้องงดรับประทานอาหารตั้งแต่หลังเที่ยงวันไปจนถึงรุ่งเช้าวันใหม่ แต่ข้อนั้นไม่หนักใจเท่าไหร่ เพราะมั่นใจว่านมกล่องพอจะช่วยได้ เรื่องต้องงดดื่มเหล้าดื่มเบียร์ในตอนเย็นยามแดดร่มลมตกก็พอทนได้ แต่ต้องงดสูบบุหรี่นี่สิจะทำอย่างไร ? ข้าพเจ้าต้องสูบบุหรี่อย่างน้อยวันละ 1 ซอง วันใดมีการดื่มเหล้าสังสันท์ก็เพิ่มปริมาณการสูบโดยไม่จำกัด รู้ทั้งรู้ว่าบุหรี่มีโทษต่อร่างกายแต่ก็เลิกไม่ได้ คราวนี้ต้องเลิกให้ได้ แต่เมื่อคิดจะเลิกจิตเริ่มโลเลหวั่นไหวอีกแล้ว เราจะต้องแพ้ตั้งแต่ยกแรกแล้วหรือ เราแพ้ใคร? แพ้เพราะอะไร? ถ้าปัญหาแค่นี้เอาชนะยังไม่ได้ก็ไม่ต้องคิดที่จะต่อสู้กับปัญหาอุปสรรคที่ใหญ่กว่านี้เลย
มีมหาบุรุษคนใดบ้างที่มีจิตใจอ่อนแอเช่นนี้ เมื่อคิดได้เช่นนี้ ข้าพเจ้าจึงบอกกับตัวเองว่า มีทางให้เลือกเพียงสองทางเท่านั้น ระหว่างสู้กับไม่ถอย จงเลือกเอาทางใดทางหนึ่งเถิด

ข้าพเจ้าคิดวางแผนจะหักดิบตัวเองให้เลิกบุหรี่ทันทีทันใด ซึ่งไม่ง่ายนัก เพราะข้าพเจ้าเคยรู้ฤทธิ์ของการหยุดบุหรี่ดี มันหงุดหงิดงุ่นง่านเจ็บปวดรวดร้าวไปทั่วร่าง หากเกิดอาการเช่นนี้ขึ้นมาในช่วงอยู่วัด เราจะฝึกปฏิบัติตนให้บรรลุธรรมภายใน 7 ได้อย่างไร ? เมื่อคิดได้อย่างนี้จึงต้องเตรียมการลดละเลิกบุหรี่ให้ได้ก่อนเข้าวัดปฏิบัติธรรม วิธีการก็ไม่ยุ่งยากมากมายโดยเพื่อนฝูงผู้หวังดีแนะนำมาให้ข้าพเจ้าซื้อยาถ่ายกระษัยซึ่งเป็นยาเม็ดสมุนไพรชนิดซองมาตั้งไว้สักสามสี่ซอง และให้ตั้งกติกากับตนเองไว้ว่า ตลอดเวลา
3 ต่อจากนี้ไป ข้อ 1. ข้าจะอยู่กับบ้านงดการติดต่อกับบุคคลภายนอก ข้อ 2
ถ้าต้องการสูบบุหรี่
และดื่มกาแฟก็ย่อมได้
แต่ต้องงดกินข้าวปลาอาหาร
และให้กินยาถ่ายครั้งละ
3 เม็ด เช้า
เที่ยง เย็น ก่อนนอน ติดต่อกันโดยไม่ละเว้น ข้อ
3.
เมื่อใดเชื่อได้ว่าเลิกสูบบุหรี่เลิกดื่มกาแฟได้จริงแล้ว จึงค่อยกินข้าวกินปลา

เช้าวันแรกไม่เป็นไร ไม่ต้องไปสนใจข้าวปลาอาหาร นั่งจิบกาแฟ
ดูดบุหรี่ ดูรายการทีวี กินยาถ่ายสามเม็ด ก็สบายดีไม่เห็นต้องกินข้าวปลาอาหารก็อยู่ได้ ถึงตอนเที่ยงก็กินยาถ่ายอีก
3 เม็ด จิบกาแฟดูดบุหรี่นอนเล่นสบาย
ๆ ถึงตอนบ่ายยาถ่ายก็เริ่มออกฤทธิ์ ถ่ายถี่ขึ้น ต้องวิ่งเข้าออกห้องน้ำอยู่บ่อย ๆ
ถึงตอนเย็นก็กินกาแฟแทนข้าว กินยาถ่ายอีก
3 เม็ด พอตกกลางคืน ยาถ่ายออกฤทธิ์เต็มที่จนเกือบไม่ได้หลับไม่ได้นอน
ต้องลุกวิ่งเข้าวิ่งออกห้องน้ำหลายครั้งหลายหน
ตื่นเช้าวันที่สองอาการไม่ค่อยดีนักทั้งหิวทั้งเพลียความคิดเริ่มแตกออกเป็นหลายฝ่าย ฝ่ายแรกอยากกินข้าว ส่วนอีกฝ่ายอยากกินกาแฟและสูบบุหรี่ ที่ไว้ใจไม่ได้คือฝ่ายที่อยากกินข้าวด้วย กินกาแฟ
และสูบบุหรี่เช่นเดิม
ซึ่งฝ่ายหลังนั้นผิดกติกายอมให้ไม่ได้
ข้าพเจ้าชงกาแฟมาตั้งไว้
เอาบุหรี่มาตั้งไว้
เอายาถ่ายมาตั้งไว้ เพื่อให้ชั่งใจตัวเองดูว่าจะเลือกอันไหน สุดท้ายฝ่ายอยากดื่มกาแฟ สูบบุหรี่เป็นฝ่ายชนะ ก็ว่ากันตามกติกาคือกินยาถ่ายตามหลัง คราวนี้ลดเหลือ ครั้งละ
2 เม็ด เพราะตอนนี้มันถ่ายออกมาเป็นน้ำกับลมแล้ว เมื่อมื้อเช้าตัดสินใจเลือกสูบบุหรี่ มื้อเที่ยง
มื้อเย็นก็ต้องอดข้าวกินแต่กาแฟกับยาถ่ายไปตามกติกา

เช้าวันที่สาม ไม่ต้องทำประชาพิจารณ์แล้ว ฝ่ายที่จะเลือกสูบบุหรี่กับดื่มกาแฟยอมสิโรราบโดยปริยาย จึงเริ่มกินข้าวต้มได้ และเพื่อความไม่ประมาทก็เอาบุหรี่ กาแฟ
ไปเก็บไว้ห่างไกลมือ
เพราะไม่มั่นใจว่าอาจจะมีพวกที่สามเข้ามาแทรกแซงอีกได้ เมื่อถึงวันที่สี่อาการเริ่มดีขึ้น แม้ว่ายังรู้สึกอยากสูบบุหรี่อยู่บ้างเป็นครั้งคราวแต่เมื่อนึกถึงกติกาที่ตั้งไว้กับตัวเองแล้ว ความอยากก็ค่อยจางหายคลายไปในที่สุด เมื่อหยุดบุหรี่ได้ ก็พอลดความกังวลลงได้
ความพร้อมในการเข้าไปอยู่วัดปฏิบัติธรรมเพื่อค้นหา “สมาธิ”
อันเป็นยาวิเศษก็มีมากขึ้น

เมื่อจัดการกับตัวเองให้หยุดสูบบุหรี่ได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งจะเลิกได้ถาวรตลอดไปหรือไม่ ก็ไม่ต้องไปวิตกกังวลกับมันก่อน เอาเป็นว่า
ข้าพเจ้าสามารถควบคุมอาการอยากบุหรี่ให้อยู่ในระดับพอทนได้ก็พอแล้ว เพราะเชื่อว่าช่วงที่ไปอยู่วัดคงไม่มีใครสูบบุหรี่ล่อตาล่อใจให้เกิดอาการอยากสูบขึ้นมาอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อไม่ดื่มเหล้าดื่มเบียร์ด้วยแล้วยิ่งมีความมั่นใจว่า อาการอยากสูบบุหรี่คงจะลดน้อยลง ทั้งนี้เพราะในอดีตที่ผ่านมา ข้าพเจ้าเคยเลิกสูบบุหรี่ได้มาหลายครั้งแล้ว แต่ทุกครั้งก็กลับมาติดใหม่อีกก็เพราะเริ่มจากการดื่มเหล้าดื่มเบียร์ หรือดื่มกาแฟ
ขณะที่นั่งอยู่ในวงกาแฟตอนเช้า
หรืออยู่วงเหล้าตอนเย็นถ้าไม่ได้สูบบุหรี่ด้วยแล้วรู้สึกว่าไม่ครบเครื่อง เมื่อสามารถตัดวงจรของเหล้าเบียร์ กาแฟออกไปได้ทำให้มีความมั่นใจยิ่งขึ้น จะอย่างไรก็แล้วแต่ เพื่อความไม่ประมาทในช่วงที่ไปอยู่วัดข้าพเจ้าก็พกยาถ่ายติดตัวไปด้วย ถ้าเผลอสูบบุหรี่ ดื่มกาแฟวันไหน ก็จะงัดเอากติกาเดิมมาใช้ได้อีก ก็คือตลอดวันนั้นต้องอดกินข้าวปลาอาหารทั้งวัน และกินยาถ่ายครั้งละ
3
เม็ด เช้า เที่ยง
เย็นแทนการกินข้าว
ถ้ามันยังไม่เข็ดก็ให้รู้ไป

เมื่อได้เข้าไปกราบพระอาจารย์ ก็ได้รับการปฐมนิเทศหรือจะเรียกว่าปฐมเทศนาก็น่าจะได้ พระอาจารย์ได้อธิบายกฎเกณฑ์กติกา หลักการ
วิธีการ
ขั้นตอนการฝึกปฏิบัติให้ได้รู้ได้เข้าใจเป็นพื้นฐานเบื้องต้น ซึ่งข้าพเจ้าได้สรุปไว้เป็นข้อๆได้ดังนี้

ข้อ 1.
การฝึกสมาธิที่ข้าพเจ้าอยากได้นี้
ความจริงก็คือการฝึกปฏิบัติตนตามหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์นั่นเอง
หลักธรรมสำคัญในพระพุทธศาสนาคือทางดับทุกข์ การฝึกปฏิบัติตนเพื่อให้พบทางดับทุกข์อย่างสิ้นเชิงได้นั้นคือการเจริญอริมรรค
หรือการฝึกปฏิบัติตนตามกระบวนการขั้นตอนทั้ง
8 ประการ เริ่มตั้งแต่สัมมาทิฎฐิคือการศึกษาให้รู้แจ้งรู้ถูกต้องเป็นขั้นแรก ไปจนถึงขั้นสุดท้ายคือสัมมาสมาธิ หรือสรุปรวมให้ลัดสั้นได้เป็น
3 ส่วน
เรียกว่าไตรสิกขาอันประกอบด้วย ศีลสิกขา
จิตสิกขา ปัญญาสิกขา หรือจะเรียกสั้นๆได้ว่า ศีล สมาธิ
ปัญญา เป้าหมายสุดท้ายคือพบทางดับทุกข์ได้อย่างสิ้นเชิง
หรือเรียกว่า “บรรลุนิพพาน” นิพพานคือสภาวะจิตที่เป็นปกติสุขได้ทุกเวลา ไม่ว่าจะมีรูป
รส กลิ่น เสียง
โผฏฐัพพะ(สิ่งที่รับรู้ได้ด้วยกาย)
ธรรมมารมณ์ มากระทบตา หู
จมูก ลิ้น กาย ใจ
เมื่อจิตรู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งที่มากระทบและผลของการกระทบที่เกิดขึ้นในกายใจของตนเองตรงตามความจริงได้แล้ว
จิตจะปล่อยวางกายใจโดยไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งนั้น เมื่อจิตรู้จักปล่อยวางได้
สภาวะจิตก็จะเป็นปกติสุขทุกเวลาไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใด ๆ ที่มากระทบ และนั่นคือ
“สมาธิที่ข้าพเจ้าปรารถนา”

ข้อ 2. วิธีการฝึกสมาธิความจริงก็คือการฝึกจิตของตนเอง ความจริงแล้ว
ร่างกายกับจิตใจของเราทำงานควบคู่กันมาตั้งแต่เกิด แต่คนเราส่วนใหญ่มุ่งบำรุงรักษาร่างกายให้แข็งแรงโดยละเลยการบำรุงรักษาจิตให้เข็มแข็ง ทั้งที่จิตใจเป็นฝ่ายควบคุมร่างกาย แต่เมื่อจิตใจไม่เคยได้รับการฝึกฝนพัฒนาให้มีความเข้มแข็ง จิตใจจึงอ่อนแอจนควบคุมกายไม่ได้ เช่น
เมื่อกายอยากกิน อยากนอน อยากพูด
อยากกระทำ หรือกายไม่อยากกิน ไม่อยากนอน
ไม่อยากพูด ไม่อยากกระทำ ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งกายก็ทำตามอำเภอใจได้โดยที่จิตไม่อาจทัดทานได้ เพราะจิตอ่อนแอกว่ากาย จิตสู้กายไม่ได้ จิตใจจึงยอมแพ้กายมาโดยตลอด สรุปได้ว่า จิตใจไม่สามารถทำหน้าที่ของตนเองในการควบคุมบริหารจัดการร่างกายได้อย่างสมบูรณ์

การฝึกจิตให้เข้มแข็งจึงคล้ายกับการฝึกฝนร่างกายให้แข็งแรง แต่รูปแบบอาจจะต่างกัน การฝึกร่างการให้แข็งแรงได้นั้นโดยการวิ่งออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาให้ร่างกายเคลื่อนไหวติดต่อกันนาน
ยิ่งเคลื่อนไหวได้รวดเร็ว
ยาวนานมากเท่าไหร่จะยิ่งเพิ่มความแข็งแรงของร่างกายได้เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
และเมื่อหยุดออกกำลังกายเมื่อไหร่ร่างกายก็จะค่อย ๆ อ่อนแออีกเช่นเดิม วิธีการฝึกจิตใจให้เข้มแข็งนั้นตรงกันข้ามกับการฝึกร่างกาย จิตที่อ่อนแอคือจิตที่คิดฟุ้งซ่าน โอนเอน
หวั่นไหว
ซัดส่ายไปตามสิ่งที่มากระทบหรือจิตที่ไม่นิ่งนั่นเอง ส่วนจิตที่เข้มแข็งคือจิตที่สงบนิ่งทนต่อแรงเสียดทานที่มากระทบได้ จิตยิ่งทนได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งเข้มแข็งมากขึ้นเท่านั้น การฝึกจิตจึงใช้วิธีการฝึกให้จิตสงบนิ่ง
สามารถอดทนต่อแรงเสียดทานที่มากระทบได้ทุกรูปแบบ ทุกเวลา
ทุกสถานที่อย่างไม่จำกัดปริมาณ
กิจกรรมต่างๆที่จัดให้มีขึ้นในระหว่างการฝึกปฏิบัติธรรมนั้น จึงคล้ายกับอุปกรณ์กีฬาที่ฝึกจิตให้นิ่ง ดังนั้น
หากผู้ปฏิบัติธรรมไม่ขยันฝึกจิตให้สงบนิ่งฉันใด
ย่อมไม่ต่างจากนักกีฬาที่ขี้เกียจวิ่งออกกำลังกายฉันนั้น

ข้อ 3. โดยธรรมชาติของการออกกำลังกายเพื่อฝึกฝนร่างกายให้แข็งแรงนั้น เราไม่สามารถควบคุม บังคับ
เร่งรัดให้ร่างกายแข็งแรงอย่างรวดเร็วตามความต้องการของเราได้ สิ่งที่เรากระทำได้คือการสร้างปัจจัยเหตุที่จะส่งผลให้ร่างกายแข็งแรง
เช่น
การวิ่งออกกำลังกายทุกวันค่อยเพิ่มความเร็ว เพิ่มระยะทางให้มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อฝืนร่างกายให้ค่อยๆ
เพิ่มความอดทนขึ้นวันละนิดจนร่างกายแข็งแรงขึ้นมาเอง เราจะบังคับให้ร่างกายแข็งแรงโดยไม่ต้องฝึกซ้อมออกกำลังกายไม่ได้ฉันใด
เราจะบังคับจิตใจให้เข้มแข็งโดยไม่ฝึกฝนจิตไม่ได้ฉันนั้น นั่นหมายความว่า เราจะมานั่งบังคับจิตให้สงบนิ่งโดยไม่ให้คิดฟุ้งซ่าน
จะควบคุมจิตอยู่เฉยๆไม่รับรู้สิ่งที่มากระทบนั้นไม่ได้
หากเราปรารถนาจะฝึกจิตให้เข้มแข็งก็จงควรเพียรพยายามสร้างเหตุปัจจัยที่จะทำให้จิตเข้มแข็งให้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย
ๆ แล้วจิตจะสงบนิ่งขึ้นได้เองโดยธรรมชาติ

โดยธรรมชาติของจิตทำหน้าที่รับรู้ข้อมูลมาจากกาย คิดปรุงแต่งประมวลผล และส่งผ่านข้อมูลกลับไปยังกาย จิตจึงมีความสามารถในการทำงานได้รวดเร็วมาก
จะเห็นว่าในแต่ละวันแต่ละเวลาแต่ละนาทีและแต่ละวินาที จิตของเราสามารถรับรู้ คิดปรุงแต่งเรื่องราวต่าง ๆ
ได้มากมายจนนับไม่ถ้วน
เดี๋ยวคิดเรื่องโน้นเดี๋ยวคิดเรื่องนี้
แต่ละวันเวลาจิตจึงคิดเรื่องราวต่าง ๆ จนสับสนวุ่นวายไปหมด และธรรมชาติของจิตมีจุดอ่อนอยู่ประการหนึ่งคือ
ในแต่ละช่วงเวลาจิตจะทำหน้าที่ได้ทีละเรื่องเท่านั้น
จิตจะทำหน้าที่สองอย่างพร้อมกันในเวลาเดียวไม่ได้ เช่น
ในขณะที่จิตสั่งให้ยกมือซ้ายและมือขวาให้ขึ้นลงพร้อม ๆ นั้น เราอาจจะเข้าใจว่าจิตสามารถสั่งให้มือทั้งสองขึ้นลงได้พร้อมกัน แต่ความจริงแล้วจิตจะคอยสั่งให้มือทั้งสองค่อย
ๆ เคลื่อนซ้ายทีขวาทีสลับกันไป
แต่เนื่องจากจิตทำงานได้เร็วมากเราจึงไม่รู้สึกว่ามือทั้งสองนั้นขึ้นลงไม่พร้อมกัน หรือกรณีของคนพูดโทรศัพท์มือถือในขณะขับรถ จิตก็จะทำหน้าที่สลับกันไปมาระหว่างการควบคุมรถกับการฟังการพูดโทรศัพท์
ถ้าเราหัดสังเกตจิตของตนเองจะพบว่าในขณะที่เรากำลังฟังหรือพูดโทรศัพท์นั่นบางครั้งจิตอาจจะไม่รับรู้ภาพการจราจรบนถนนทั้ง
ๆ ภาพนั้นมากระทบตาอยู่ตาปกติ

เมื่อธรรมชาติของจิตทำหน้าที่ได้เพียงอย่างเดียวในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง หมายความว่า
ถ้าให้จิตทำหน้าที่รับรู้เรื่องนี้
หรือคิดเรื่องนี้
หรือควบคุมกายให้กระทำอย่างนี้ในช่วงใดแล้ว
จิตจะทำงานอื่นไม่ได้อีกแล้วในช่วงเวลานั้น แสดงว่า
ถ้ามีงานให้ทำอยู่จิตก็จะอยู่กับงานนั้น
แต่ถ้าทำงานนั้นเสร็จเมื่อไหร่จิตก็จะไปทำงานอื่นอีก ดังนั้น
หากต้องการฝึกให้จิตสงบนิ่งอยู่ได้นาน ๆ
ก็ต้องหางานให้จิตทำอยู่ตลอดเวลา
ฉะนั้น
วิธีการฝึกจิตก็คือการหางานให้จิตทำและฝึกให้จิตต้องทำงานนั้นอยู่ตลอดเวลาจนไม่มีเวลาว่างไปรับรู้ ไปคิดปรุงแต่ง
หรือไปทำงานอื่นได้
ถ้าสามารถฝึกจิตให้อยู่กับงานได้ติดต่อกันยาวนานจนทำงานได้สำเร็จเสร็จสมบูรณ์ไปที่ละเรื่องได้ จะทำให้การทำหน้าที่การของเราประสบความสำเร็จได้ทุกเรื่อง
สภาพจิตของมหาบุรุษทั้งหลายคงเป็นเช่นนี้เอง
เขาเหล่านั้นจึงสามารถทำงานที่มีปัญหายุ่งยากสลับซับซ้อนได้จนประสบความสำเร็จทุกเรื่อง แล้วจะฝึกจิตของเราให้เป็นอย่างนั้นได้อย่างไร?

ข้อ 4. กระบวนการและขั้นตอนในการฝึกจิตให้สงบตั้งมั่นเป็นสมาธิแบบแท้จริง
เนื่องจากสภาพจิตของข้าพเจ้าไม่เคยได้รับการฝึกฝนมาก่อนเลย การฝึกจึงต้องเริ่มตั้งแต่ระดับอนุบาล คือขั้นการเตรียมความพร้อมของจิต เช่นเดียวกับการฝึกนักกีฬา ที่ต้องเริ่มจากการเตรียมความพร้อมของร่างกายเป็นเบื้องต้น
ร่างกายที่พร้อมก็คือร่างกายที่มีสภาพปกติไม่เจ็บไข้ได้ป่วยหรือมีโรคภัยไข้เจ็บคอยรบกวนอยู่ เพราะถ้าร่างกายเจ็บป่วยแล้วไปเล่นกีฬาเข้าอีก แทนที่ร่างกายจะแข็งแรงกลับจะทรุดหนักลงไปอีก ความพร้อมของสภาพจิตใจก็เช่นกัน จิตใจที่มีความพร้อมก็คือจิตที่มีสภาพปกติ
ไม่เจ็บป่วยบอบซ้ำได้รับการกระทบกระเทือนจนจิตผิดไปจากปกติ ถ้าจิตไม่เป็นปกติก็ควรรักษาให้เป็นปกติก่อนเข้ารับการฝึกไม่เช่นนั้นจิตอาจจะบอบช้ำจากการฝึกเช่นเดียวกับนักกีฬาที่ร่างกายไม่พร้อมที่จะรับการฝึก

เมื่อจิตมีความพร้อมในการฝึกแล้ว
สภาพโดยทั่วไปของจิตที่ไม่เคยได้รับการฝึกมาก่อนคือจิตที่คิดมาก ฟุ้งซ่าน
ซัดส่าย ไม่สงบนิ่ง
ดังนั้นในขั้นแรกจึงฝึกจิตให้สงบอยู่กับกายให้ได้ก่อน โดยการหางานให้จิตทำ หรือเรียกว่า
“กรรมฐาน” เราจึงควรเลือกกรรมฐานที่เหมาะสมกับจิตของเรา หรือเรียกว่าการเลือกกรรมฐานให้ถูกกับจริต กรรมฐานมีไม่น้อยกว่า
40
วิธี
เราจะเลือกใช้วิธีใดก็ได้
ขอให้ใช้ฝึกจิตให้สงบให้ได้ก็แล้วกัน
เช่นเดียวกับประเภทของกีฬามีมากมายหลายชนิด เราจะเลือกเล่นกีฬาประเภทใดก็ได้เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงก็แล้วกัน กรรมฐานโดยทั่วไปในขณะนี้ เช่น
การเพ่งกสิณ การภาวนาพุทธโธ การภาวนาหนอ
การจับตัวไหวของกาย การจับลมหายใจ
เป็นต้น
ในแต่ละวัดหรือสำนักวิปัสสนาจะนำมาใช้
อย่างหลากหลายเช่นเดียวกับสมาคมกีฬาต่าง ๆ นั่นเอง สำหรับที่วัดโพธิ์เจริญธรรม แนะนำให้ใช้กรรมฐานหนอ เพื่อฝึกจิตให้สงบอยู่กับกายเป้นเบื้องต้น

เมื่อจิตสงบอยู่กับกายได้ในระดับหนึ่งแล้ว
ขั้นตอนต่อไปจึงฝึกเจริญสติเพื่อฝึกจิตให้รู้แจ้งในกายใจ
หรือการฝึกจิตให้รู้กายรู้ใจของตนเองให้ถูกต้องตรงตามธรรมชาติที่แท้จริง คนเราส่วนใหญ่
ตั้งแต่เกิดมาจนโตเป็นหนุ่มสาวเฒ่าแก่
เรามักจะศึกษาเรียนรู้แต่เรื่องของคนอื่น
เรื่องอื่นๆที่อยู่นอกกายรู้ได้หมด
เรารู้ไกลไปจนถึงโลกพระจันทร์
ดาวอังคาร ดวงอาทิตย์ ระบบจักรวาล
รู้ลึกไปจนถึงระดับเซลล์
ระดับดีเอ็นเอ ระดับนาโน
แต่เราไม่ค่อยได้ศึกษาเรียนรู้เรื่องของตนเอง
เราไม่เคยรู้ว่าธรรมชาติที่แท้จริงของกายใจของเรานั้นความจริงแล้วเป็นเช่นไร ดังนั้น การเจริญสติคือการฝึกจิตให้รู้แจ้งถึงธรรมชาติของกายใจของตนเองให้รู้อย่างถูกต้องตรงตามความจริง

เมื่อจิตรู้แจ้งถึงธรรมชาติที่แท้จริงได้ว่า กายใจของเรานั้นแท้จริงแล้วมันไม่เที่ยง ไม่คงรูปถาวร
มีเหตุปัจจัยคอยบีบคั้นให้เกิดดับเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
เราไม่สามารถต่อต้านขัดขวางการเปลี่ยนแปลงของกายใจของเราได้
จิตจึงปล่อยวางกายใจให้เกิดดับเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยนั้น เมื่อจิตไม่ติดยึด ไม่ยึดมั่นถือมั่นในกายใจ แม้ว่ากายใจจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร?
จิตรู้แจ้งเห็นจริงว่านั่นคือธรรมชาติที่แท้จริงของกายใจ จิตจึงไม่โอนเอนหวั่นไหวไปตามการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ ดังนั้น
ไม่ว่าจะมีสิ่งใดมากระทบกายใจ
ไม่ว่ากายใจจะเกิดดับเปลี่ยนแปลงเช่นไร?
จิตก็ไม่หวั่นไหวตาม
จิตจึงสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิได้ทุกเวลา

เมื่อฝึกจิตให้รู้จักปล่อยวางกายใจจนสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิได้แล้ว ขั้นต่อไปจึงฝึกทดลองใช้
เช่นเดียวกับนักมวยเมื่อได้รับการฝึกซ้อมอย่างดีแล้ว
ก็ต้องขึ้นเวทีชกกับคู่ต่อสู้เพื่อทดสอบฝีมือของตนเอง
ซึ่งอาจจะจับคู่ชกกับคู่ต่อสู่ที่ฝีมือใกล้เคียงกันก่อน ถ้าขึ้นเวทีครั้งแรกแพ้น๊อคตั้งแต่ยกแรก ก็ต้องกลับมาฝึกฝนกันใหม่
ถ้าเอาชนะคู่ต่อสู้ได้จึงค่อย ๆ ไต่อันดับขึ้นไปเรื่อยจนถึงแชมป์โลก
การฝึกจิตก็เช่นเดียวกันเมื่อฝึกจิตให้รู้จักปล่อยวางกายใจได้แล้ว ขั้นต่อไปคือการทดสอบการใช้จริง ทั้งนี้ในระหว่างการฝึกอยู่ในวัดนั้นอาจจะไม่ค่อยมีสิ่งใดมากระทบหนัก
ๆ แรง ๆ จิตอาจจะปล่อยวางได้
แต่เมื่อออกจากวัดกลับไปใช้ชีวิตจริงอยู่ที่บ้าน อาจจะต้องเจอกับสิ่งที่มากระทบหนัก ๆ แรง
กระทบทุกทิศทาง ทุกเวลา
ทุกสถานที่ ทุกรูปแบบ ก็ให้คิดว่า
นั่นคือคู่ชกที่มาทดสอบฝีมือของเรานั่นเอง
ถ้าเราสามารถเอาชนะผ่านได้เราก็มีโอกาสก้าวไปได้จนถึงแชมป์โลก ถ้าเราผ่านไม่ได้ จิตไม่สามารถปล่อยวางกายใจได้ จิตโอนเอนไปตามสิ่งที่มากระทบนั้น จิตไม่สงบตั้งมั่นเป็นสมาธิอยู่ได้ แสดงว่า
ผลการฝึกยังไม่ผ่านมาตรฐานต้องกลับไปฝึกทบทวนใหม่จนกว่าสามารถรักษาจิตให้สงบตั้งมั่นอยู่ได้ทุกเวลา ทุกสถานที่
ทุกสถานการณ์ การรักษาจิตให้สงบตั้งมั่นเป็นสมาธิหรือเรียกว่า
“สัมมาสมาธิ” อันเป็นอริยมรรคขั้นที่ 8
ซึ่งเป็นขั้นสูงสุดได้แล้ว

การฝึกขั้นสุดท้ายคือขั้นการนำสัมมาสมาธิไปใช้ในการทำหน้าที่การงานให้ประสบความสำเร็จ
ซึ่งจะเริ่มจากการฝึกทำหน้าที่การงานจากเรื่องง่าย
ๆ เรื่องใกล้ๆตัว
หรือฝึกแก้ปัญหาที่ไม่มีความยุ่งยาก
ไม่สลับซับซ้อนเป็นอันดับแรก
เพื่อทดสอบพลังสมาธิของตนเองว่า
เมื่อกำหนดเป้าหมายของการทำงานหรือการแก้ไขปัญหานั้นด้วยสติรอบคอบแล้ว ในระหว่างการดำเนินการตามแผนงานนั้นอาจจะมีสิ่งที่มากระทบเสียดทานเป็นอุปสรรคของการทำงาน เมื่ออุปสรรคมากระทบจิตแล้วจิตปล่อยวางได้หรือไม่ จิตหวั่นไหว
โอนเอน ซัดส่ายบ้างหรือไม่ จิตสงบตั้งมั่นอย่างไม่หวั่นไหวไปจนกว่าการดำเนินงานบรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้ได้หรือไม่ ถ้าจิตไม่สงบตั้งมั่น หวั่นไหว
โอนเอน
ไปตามกระแสเสียดทานจนไม่สามารถดำเนินงานจนบรรลุเป้าหมายได้ แสดงว่า
ไม่ผ่านการทดสอบต้องกลับไปซ่อมเสริมกันใหม่
ถ้าจิตสงบตั้งมั่นเป็นสัมมาสมาธิอยู่ตลอดเวลาจนไม่โอนเอน ซัดส่ายไปตามกระแสเสียดทาน จิตปล่อยกายใจให้เป็นปกติอยู่ได้ตลอดเวลาได้แล้ว เราจึงค่อยขยับเลื่อนชั้นขึ้นไปทดสอบกับหน้าที่การงานที่มีความยุ่งยากสลับซับซ้อนขึ้นไปเรื่อยๆ
ข้อสำคัญต้องตรวจสอบสภาพจิตของตนเองอยู่ตลอดเวลา
เมื่อจิตสงบตั้งมั่นเป็นสัมมาสมาธิอยู่จนเป็นปกติตามธรรมชาติได้แล้ว นั่นแหละถือได้ว่า เราได้สมาธิดังที่ปรารถนาแล้ว นี่คือสมาธิที่เป็นยาวิเศษ
นี่คือสมาธิที่มหาบุรุษทั้งหลายใช้พิชิตปัญหาอุปสรรคทั้งปวงได้ทุกครั้ง

ข้อ
5.
กิจวัตรประจำในขณะที่ปฏิบัติธรรมอยู่ในวัด
ทุกคนต้องตื่นนอนตอนตีสี่ครึ่ง
เพื่อทำภาระกิจส่วนตัวก่อนที่จะทำวัตรเช้าตอนตีห้า จากนั้นจะรับประทานอาหารเช้าประมาณเจ็ดโมงครึ่ง
และเริ่มปฏิบัติธรรมในภาคเช้าจนถึงเวลาประมาณสิบโมงครึ่งเพื่อร่วมถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์
ช่วงบ่ายพอมีเวลาให้พักผ่อนได้เล็กน้อยจนถึงบ่ายสองโมงเริ่มปฏิบัติธรรมในช่วงบ่ายและทำความสะอาดบริเวณวัดจนถึงหกโมงเย็นจึงอาบน้ำ ดื่มน้ำปานะ
ร่วมทำวัตรเย็นตอนทุ่มครึ่ง ฟังพระธรรมเทศนาปฏิบัติธรรมจนถึงเกือบเที่ยงคืนจึงเข้านอน

ผู้ปฏิบัติธรรมทุกคนตจ้องรักษาอุโบสถศีล หรือถือศีล
8
ซึ่งประกอบด้วย
ข้อที่
1 ห้ามฆ่าสัตว์คือการไม่เจตนาก่อความเดือดร้อนต่อชีวิตและร่างกายของสิ่งมีชีวิตอื่นใด ข้อที่ 2. ห้ามลักทรัพย์
คือไม่มีเจตนาในการลักขโมย
ฉ้อโกง เบียดบัง เอารัดเอาเปรียบต่อทรัพย์สินของผู้อื่นอันเป็นเหตุให้เจ้าทรัพย์นั้นมีความเจ็บช้ำน้ำใจ ข้อที่
3.
ห้ามผิดพรหมจรรย์ ข้อนี้เข้มงวดกว่าการประพฤติผิดในกาม คือไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเพศสัมพันธ์แม้กระทั่งการถูกเนื้อต้องตัว
การเกี้ยวพาราสีกับเพศตรงข้ามอันเป็นเหตุปลุกเร้ากามรมณ์ ข้อที่
4. ห้ามพูดเท็จ รวมถึงการพูดเพ้อเจอ พูดส่อเสียด
พูดนินทาว่าร้ายอันเป็นเหตุให้เกิดความเดือดเนื้อร้อนใจแก่ผู้อื่น ข้อที่
5.
ห้ามดื่มสุราของมึนเมา หมายรวมถึงยาเสพติดของมึนเมาทั้งหลายอันมีผลต่อสติสัมปชัญญะ

ข้อที่ 6. ห้ามบริโภคอาหารในยามวิกาล หมายถึง หลังจากเที่ยงวันจนถึงเช้าวันใหม่ไม่รับประทานอาหารของขบเคี่ยวทั้งหลาย ดื่มได้เฉพาะนมและน้ำ แม้จะเอาบะหมี่สำเร็จรูปมาบดให้ละเอียดแล้วชงดื่มโดยไม่ต้องเคี้ยวก็ไม่ได้ จะเอาผลไม้มาปั่นให้เป็นน้ำดื่มโดยไม่ต้องขบเคี้ยวก็ไม่ได้
ทั้งนี้เพื่อให้ร่างกายรับสารอาหารแต่พอเหมาะพอดี
การรับประทานอาหารมื้อเย็นจนอิ่มเป็นอุปสรรคแก่การฝึกจิตเป็นอย่างยิ่ง การงดอาหารมื้อเย็นทำให้ร่างกายรู้สึกเบาโล่งโปร่งสบายไม่อึดอัด ไม่ง่วงนอน
ข้อที่
7. ห้ามร้องรำทำเพลงขับร้องดนตรีและประทินเครื่องหอมทั้งหลาย
โดยเฉพาะผู้หญิงที่ทาแป้งแต่งหน้าใช้น้ำหอมทั้งหลายไม่ได้ทั้งสิ้น การฟังเพลงจากวิทยุ ดูหนังดูละครทางทีวี และศีลข้อนี้เป็นการป้องกันไม่ให้อารมณ์ภายนอกเข้ามารบกวนจิตในระหว่างการปฏิบัติธรรม รวมถึงการสื่อสารทางโทรศัพท์มือถือก็อาจจะเข้าข่ายด้วย โดยเฉพาะผู้ที่เอาแต่นั่งคุยโทรศัพท์หยอกล้อกันทั้งวันทั้งคืนก็ไม่เหมาะสมนัก ข้อที่
8.
ห้ามนอนบนเตียงใหญ่ฟูกหนา
เพื่อไม่ให้ติดยึดในสิ่งอำนวยความสะดวกจนเกินเลยความพอเหมาะพอดี

ในเริ่มแรก
ข้าพเจ้าก็หวั่นวิตกอยู่ไม่น้อยเช่นเดียวกัน
ทั้งเรื่องกิจวัตรประจำวันที่ต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ครึ่ง ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับข้าพเจ้า เพราะบางครั้งบางคืนตอนตีสี่ครึ่งนั้น ข้าพเจ้ายังกลับไม่ถึงบ้านเลย ยังนั่งเมาอยู่ร้านเข้าต้มโต้รุ่งกับกลุ่มเพื่อนคอเหล้า
คราวนี้เข้านอนตอนเที่ยงคืนตื่นตอนตีสี่ครึ่ง ความเป็นไปได้น้อยเหลือเกิน อย่างไรก็ตามเมื่อคิดถึงคำว่า “ต้องสู้”
คำเดียวความวิตกกังวลต่าง ๆ ก็เลือนหายไปหมด
และเมื่อมาอยู่วัดเข้าจริง ๆ
แล้ว ร่างกายก็สามารถปรับตัวได้สิ่งที่เคยวิตกกังวลก็ไม่ได้เป็นปัญหาอุปสรรคใด
ๆ เลย


ตอนที่ 5.

กรรมฐานหนอ

ที่วัดโพธิ์เจริญธรรมแนะนำให้ผู้ปฏิบัติธรรมใช้ กรรมฐานหนอ
เป็นแนวทางหลักในการฝึกจิต
องค์ปฐมอาจารย์ผู้เผยแพร่กรรมฐานหนอคือพระครูกิตติศีลวัตร หรือหลวงปู่เมฆ อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าขวางปาง พระเลไลย์
(2498 – 2542) ตำบลรำแดง อำเภอสิงหนคร
จังหวัดสงขลา ซึ่งต่อมาพระครูนิเทศธรรมวิจิตร
หรือพระอาจารย์บุญเริญ เจ้าอาวาสวัดโพธิ์เจริญธรรมได้รับการถ่ายทอดกรรมฐานหนอจากหลวงปู่เมฆ มาเผยแพร่จนเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางถึงปัจจุบัน

การฝึกกรรมฐานก็คือเทคนิคการหางานให้จิตทำ การฝึกกรรมฐานหนอสามารถนั่งฝึก หรือเดินจงกรมก็ได้ หลักการสำคัญในการฝึกมี 3
ประการคือ

ก.
การนั่งฝึกกรรมฐานหนอ

1.
นั่งพับเพียบขัดตะมาดให้มั่นคง ปล่อยกายใจให้
เบา โล่ง โปรงสบาย
ยกมือขวาไว้เหนือ
ตักหงายฝ่ามือขึ้น เคลื่อนฝ่ามือขึ้นลงระดับไหล่ขวาและหน้าตักให้เป็นจังหวะ จะเกิดความรู้สึก วูบ! วูบ!
วูบ! ขึ้นตรงกลางฝ่ามือ
ให้จิตคอยจับความรู้สึกตรงกลางฝ่ามือให้ได้ทุกจังหวะที่เคลื่อน

2.
เปล่งเสียง
หนอ! หนอ! หนอ! กำกับจังหวะเมื่อฝ่ามือเคลื่อนมาหยุดอยู่หน้าตัก การเปล่งเสียงหนอ ต้องออกให้เต็มเสียงไม่เบาหรือดังจนเกินไป

3.
ตาคอยตามรู้ดูการเคลื่อนไหวของฝ่ามือโดยไม่ถึงกับจ้องเพ่ง

ข.
การเดินจงกรมหนอ

1.
เริ่มจากการยืนตัวตรงเท้าชิด
มือทั้งสองไขว้ไว้ด้านหน้าหรือด้านหลังก็ได้ ก้าวเท้าเดินไปตามปกติโดยไม่ต้องเกร็ง เคร่งเครียด
วางเท้าให้สัมผัสกับพื้นให้เต็มฝ่าเท้า เมื่อฝ่าเท้าสัมผัสพื้นฝึกให้จิตคอยจับความรู้สึกอยู่ตรงกลางฝ่าเท้าให้ได้ทุกครั้ง

2.
เปล่งเสียง หนอ! หนอ! หนอ! กำกับจังหวะการเดินทุกครั้งเมื่อจิตจับความรู้สึกตรงกลางฝ่าเท้าได้ การออกเสียงหนอ ต้องควรออกให้เต็มเสียงไม่เบาหรือดังจนเกินไป

3.
ตาคอยตามดูรู้การเคลื่อนของเท้าโดยไม่ถึงกับจ้องเพ่ง

รูปแบบหรือท่าทางในการฝึกกรรมฐานหนอ อาจจะปรับเปลี่ยน

การเคลื่อนเป็นรูปสี่เหลี่ยมลูกเต๋า
หรือท่าลูกคลื่นสามจังหวะ

หรือท่าทาง    อื่นก็ได้ตามความถนัด

สิ่งสำคัญต้องยึดหลักสำคัญทั้ง 3
ข้อให้ได้
โดยเฉพาะผู้ที่เริ่มฝึกกรรมฐานหนอใหม่
มักจะมีข้อสงสัยเกิดขึ้นมากมาย ทำไมต้องแกว่งมือ ทำไมต้องออกเสียงหนอ นั่งทำท่าอะไรกันก็ไม่รู้ทั้งพระ ทั้งชี
ทั้งผู้ปฏิบัติธรรมมานั่งโยกมือไปมา
แล้วตะโกน หนอ หนอ
หนอ ไม่เห็นจะได้ความอะไร ? เราจะมาฝึกปฏิบัติธรรมเพื่อเอาสมาธิ ให้มานั่งแก่วงมือหนอ หนอ
หนอ ไม่เห็นช่องทางว่าจะเกิดสมาธิขึ้นได้อย่างไร
? เลิกทำดีกว่า
หรือนั่งแกว่งมือค่อยออกเสียงเบาเพราะเกรงใจพระอาจารย์

ข้าพเจ้าก็คิดทำนองนี้เช่นกัน แต่เมื่อพิจารณาทบทวนถึงธรรมชาติของจิตได้ว่า เราจะบังคับจิตให้สงบนั้นไม่ได้
วิธีฝึกจิตให้สงบคือการหางานให้จิตทำเท่านั้น การทำกรรมฐานหนอแท้จริงแล้วคือการหางานให้จิตทำนั่นเอง หน้าที่ของจิตคือการรับรู้ รูป
รส กลิ่น เสียง
โผฎฐัพพะ (สิ่งที่รับรู้ได้ด้วยกาย) แสดงว่าจิตต้องคอยรับรู้อยู่ทางประตูทั้ง
5 ช่อง คือ ตา
หู จมูก ลิ้น
กาย นี่คือภารกิจการรับรู้ของจิต
ส่วนการคิดปรุงแต่งนั้นเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ
และจิตจะแสดงผลการคิดการตัดสินใจออกมาด้วยอารมณ์ความรู้สึก การพูด
การกระทำ ดังนั้น ถ้าจะฝึกจิตไม่ให้คิดฟุ้งซ่านออกนอกกาย หรือไม่ต้องการให้จิตออกไปเที่ยวนอกบ้านก็ต้องหางานให้จิตทำ ต้องมอบหมายหน้าที่ความรับผิดงานให้จิตต้องทำงานอยู่ตลอดเวลา

ครูบาอาจารย์ท่านได้คิดค้นเทคนิค วิธีการฝึกกรรมฐานหนอ โดยให้กายเคลื่อนไหว ตาคอยตามดูรู้ทันการไหวของกาย จิตคอยจับความรู้สึก และเปล่งเสียงหนอดัง ๆ นั้น
รูปแบบท่าทางต่าง ๆ ที่ท่านให้ฝึกนั้นย่อมมีนัยสำคัญอยู่ในตัว เช่น
การเคลื่อนไหวของมือ หรือเท้า หรืออวัยวะส่วนใด ๆ คือการมอบหมายงานให้จิตต้องคอยควบคุมการเคลื่อนไหวของกายอยู่ตลอดเวลา ส่วนการเปล่งเสียงหนอให้เต็มเสียงนั้น ถ้าเราลองออกเสียงคำว่า “หนอ” ดัง ๆ
จะเกิดความรู้สึกเหมือนมีคลื่นสั่นเข้าไปถึงในหู
เมื่อออกเสียงหนอ หนอ หนอ
ติดต่อกัน
เสียงหนอจะดังก้องอยู่ในหูเป็นการปิดประตูช่องรับเสียงเพื่อให้จิตคอยรับรู้เสียงหนอเพียงอย่างเดียวไม่ต้องไปฟังเสียงอื่น ส่วนการให้ตาคอยตามดูรู้ทันการเคลื่อนไหวของมือหรือเท้านั้น ก็เพื่อไม่ให้ตาไปรับรู้รูปอื่นใด เป็นการปิดประตูช่องรับรู้ภาพ
ไม่ต้องการให้ตาไปรับรู้ภาพอื่นใดจากภายนอก ให้ตาทำหน้าที่ตามดูการเคลื่อนไหวของมือหรือเท้าอยู่เท่านั้น
และการฝึกให้จิตคอยจับความรู้สึกอยู่ตรงกลางฝ่ามือหรือฝ่าเท้านั้น คือการหางานให้จิตทำอีกภารกิจหนึ่ง
จิตต้องคอยจับความรู้สึกเมื่อเท้าสัมผัสพื้น หรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นตรงกลางฝ่ามือ เมื่อจิตต้องทำหน้าที่คอยจับความรู้สึกอยู่เช่นนี้ จิตจึงไม่มีเวลาไปคิดเรื่องอื่น ๆ ได้เลย

เมื่อข้าพเจ้าเริ่มรู้เคล็ดลับวิธีการฝึกจิตได้แล้ว จึงตั้งใจฝึกปฏิบัติอย่างจริงจัง เคลื่อนมือแรงแรง ออกเสียงดัง ๆ
จับความรู้สึกที่กลางฝ่ามือหรือกลางฝ่าเท้าให้ได้ทุกครั้งโดยไม่ให้พลั้งเผลอ จับความรู้สึกให้ได้ทุกครั้งที่เคลื่อนไหว
ตาตามดูการเคลื่อนไหวของมือเท้าโดยไม่จ้องเพ่ง สรุปได้ว่า
ตา หู จมูก
ลิ้น กาย ไม่ต้องไปสนใจ
รูป รส กลิ่น
เสียง
โผฎฐัพพะ(สิ่งที่รับรู้ด้วยกาย)อื่นใดที่มากระทบจากภายนอก ตั้งหน้าตั้งตาฝึก หนอ
หนอ หนอ ติดต่อกันโดยค่อย ๆ เพิ่มเวลาจาก 5
นาที เป็น 10 15 20
ถึง 30 นาที จากนั้นก็เดินจงกรมหนอสลับกับนั่งทำกรรมฐานหนอครั้งละประมาณ 1
ชั่วโมง เมื่อฝึกได้ถึงวันที่ 3
จึงได้รู้ความหมายของคำว่า
“สมาธิ” ได้ด้วยตนเอง เพราะที่ผ่านมาข้าพเจ้าเคยรู้ความหมายของคำว่าสมาธิจากการท่องจำจากคำบอกเล่า หรือจากตำราหนังสือมาว่า สมาธิ
คือสภาวะจิตที่สงบตั้งมั่นอยู่กับกาย
โดยจิตไม่รับรู้ไม่สนใจไม่โอนเอนหวั่นไหวไปตามรูป รส
กลิ่น เสียง โผฎฐัพพะที่มากระทบ ข้าพเจ้าพึ่งได้พบด้วยตัวเองจริง ๆ
ในครั้งนี้เองว่า สมาธิจริง ๆ
นั้นเป็นอย่างไร ? คล้ายกับเราเคยได้รับคำบอกเล่าว่ามีน้ำตกแห่งหนึ่งที่สวยงามมาก บรรยากาศร่มรื่นเย็นสบาย มีดอกไม้กลิ่นหอมอบอวน
มีเสียงหรีดหริ่งเรไรขับกล่อมไพเราะเพราะพริ้ง นี่เป็นการรับรู้จากการบอกเล่านั้น จนกว่าเราได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัสจริงจึงได้ประสบพบเห็นด้วยตัวเอง ได้รู้ด้วยจิตใจของเราเอง รู้แจ้งในความหมายของคำว่าสวยงามอย่างแท้จริง

การฝึกกรรมหนอในขั้นแรกนี้เป็นขั้นที่มีความสำคัญยิ่ง
ผู้ฝึกหลายคนไม่สามารถผ่านการฝึกในขั้นนี้ได้ เพราะมัวแต่ลังเลสงสัย ไม่ตั้งใจฝึก
ไม่มีความเพียรพยายาม
หรือมีข้ออ้างต่าง ๆ สารพัด
เมื่อขึ้นบันไดขั้นแรกยังไม่ได้
โอกาสที่จะก้าวข้ามขึ้นในขั้นต่อไปก็เป็นไปไม่ได้
เช่นเดียวกับคนที่สตาร์ทเครื่องรถยังไม่ติด จะไปริอ่านหัดขับรถยนต์ก็คงเป็นไปไม่ได้ ในเมื่อเครื่องรถยังไม่ติดรถยังวิ่งไม่ได้จะฝึกหัดขับรถได้อย่างไร
? สำหรับผู้ฝึกที่มีความมุ่งมั่น มีความเพียรพยายาม ตั้งใจฝึกอย่างจริงจัง ส่วนใหญ่ใช้เวลาไม่เกิน 3
วันจะได้คำตอบด้วยตัวเองว่า สมาธิ” ความหมายที่แท้จริงนั้นเป็นเช่นไร

สมาธิที่เกิดขึ้นในขั้นนี้เป็นเพียง สมาธิชั่วคราว ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นเฉพาะในระหว่างที่กำลังนั่งปฏิบัติกรรมฐานหนอ หรือเดินจงกรมหนออยู่เท่านั้น เมื่อจิตสงบเป็นสมาธิ จิตไม่คิดฟุ้งซ่าน จิตจะรู้สึกปีติสุขเป็นช่วงที่ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุขออกมา
ทำให้เกิดความรู้สึกสงบสุข เบาโล่ง
โปร่งสบาย นักปฏิบัติส่วนหนึ่งจะติดอกติดใจอยู่กับความปีติสุขนี้ อยากจะนั่งทำหนออยู่ในวัดไม่อยากจะกลับไปอยู่บ้าน ไม่อยากจะทำมาหากินอะไรอีกต่อไปแล้ว คิดว่าพบความสุขแล้ว พบความต้องการสูงสุดในชีวิตแล้ว จึงหลงติดอยู่กับอารมณ์ปีติสุขนั้น กลุ่มนี้เรียกว่า ติดสมาธิ หรือพวกติดวัด
เพราะคนกลุ่มนี้จะเอาแต่วิ่งเข้าวิ่งออกวนเวียนอยู่กับวัด เนื่องจากสมาธิแบบนี้เกิดขึ้นชั่วคราวเฉพาะช่วงที่ปฏิบัติหนออยู่นั้น เมื่อกลับไปใช้ชีวิตทำมาหากินอยู่ที่บ้านไม่ได้นั่งแกว่งมือหนอ หนอ
หนอ อยู่ตลอดเวลา เมื่อหยุดทำหนอสมาธิก็ดับไป ความปีติสุขก็ดับ เมื่อมีสิ่งใดมากระทบ จิตก็ฟุ้งซ่าน
โอนเอนไปตามสิ่งที่มากระทบนั้น
เมื่อจิตไม่สงบตั้งมั่นเป็นสมาธิอยู่ได้
สุดท้ายก็มีความทุกข์เช่นเดิม
สมาธิเช่นนี้จึงไม่สามารถนำไปใช้เป็นยาวิเศษในการแก้ปัญหาสู่ความสำเร็จได้

การฝึกสมาธิชั่วคราวนั้น
ควรฝึกให้เกิดความชำนาญพอสมควรจึงจะถือว่าจิตมีความพร้อมที่จะพัฒนาในขั้นต่อไป ทักษะความชำนาญนั้นประเมินได้จากสมาธินั้นเกิดขึ้นได้รวดเร็ว ต่อเนื่อง
ยาวนานทนต่อแรงเสียดทานได้มากขึ้นเพียงใด
เช่น
ในระยะแรกต้องนั่งปฏิบัติหนออยู่ประมาณ
5 นาทีกว่าจิตเริ่มสงบ ต่อมาเวลาค่อยลดสั้นเข้าเรื่อย ๆ
จนในที่สุดแค่ขยับมือสองสามครั้งจิตก็สงบแล้ว
หรือต่อไปแค่นั่งขยับปลายนิ้วจิตก็สงบได้แล้ว
ส่วนความต่อเนื่องยาวนานและทนต่อแรงเสียดทานนั้นหมายความว่าเมื่อจิตสงบเป็นสมาธิแล้ว
จิตสงบนิ่งอยู่ได้ต่อเนื่องยาวนานไม่ว่าจะมีอะไรมากระทบก็ไม่หวั่นไหว
เมื่อฝึกได้จนอย่างนี้ถือว่าผ่านเกณฑ์มาตรฐานของขั้นนี้ จึงควรพัฒนาจิตในขั้นต่อไป



ตอนที่ 6.

ฝึกจิตให้รู้แจ้งเห็นจริงในกายและเวทนา

สมาธิที่แท้จริงคือสภาวะที่จิตรู้แจ้งเห็นจริงในกายใจตรงตามความจริงจนปล่อยวางกายใจได้ ซึ่งต่างจากสมาธิชั่วคราวอันเป็นสภาวะที่จิตสงบตั้งมั่นอยู่กับกาย
อันเนื่องจากจิตต้องมีภารกิจต้องคอยควบคุมกายจนไม่มีโอกาสได้รับรู้ รูป รส กลิ่น
เสียง โผฎฐัพพะที่มากระทบตา หู
จมูก ลิ้น กาย
เมื่อจิตว่างจากงานที่ได้รับมอบหมาย
จิตได้รับรู้สิ่งที่มากระทบแล้วจิตก็ติดยึดโอนเอนหลงใหลไปตามสิ่งที่มากระทบนั้น
จิตก็ฟุ้งซ่านไม่สงบตั้งมั่นอยู่กับกายได้ตลอดเวลา สมาธิชั่วคราวจึงนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ไม่สมบูรณ์นัก ดังนั้น
เราจึงควรพัฒนาจิตให้สงบตั้งมั่นเป็นสมาธิที่แท้จริง
สมาธิที่มีความมั่นคงไม่โอนเอนไปตามสิ่งที่มากระทบนั้น เพราะเมื่อจิตสงบมั่นคงอยู่ได้ตลอดเวลา
กายใจก็ย่อมมั่นคงแนวแน่อยู่ได้โดยไม่แกว่งไกวหวั่นไหวเกรงกลัวต่อปัญหาอุปสรรคใด
สมาธิเช่นนี้จึงน่าจะนำไปใช้ฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคได้จริง

เมื่อตรวจสอบสภาพของสมาธิชั่วคราวได้จนมั่นใจได้ว่า
เราสามารถปฏิบัติหนอให้จิตสงบเป็นสมาธิได้อย่างรวดเร็ว ต่อเนื่อง
ยาวนานในทุกสถานการณ์ได้แล้ว
จึงโน้มจิตเพื่อเจริญสติให้รู้แจ้งในกายวิธีฝึกก็คล้ายกับการฝึกกรรมฐานหนอเพื่อฝึกสมาธิ แต่คราวนี้เป็นการฝึกเพื่อเจริญสติ ซึ่งอาจจะเรียกชื่อใหม่ว่า “การฝึกวิปัสสนากรรมฐานหนอ” ซึ่งหมายถึงการวิธีการฝึกจิตให้รู้แจ้งเห็นจริงในกายใจให้ถูกต้องตรงตามความจริง วิธีฝึกอาจจะนั่งฝึกหนอ หรือเดินจงกรมหนอก็ได้ ซึ่งมีขั้นตอนอย่างนี้

ขั้น 1.
นั่งปฏิบัติหนอหรือเดินจงกรมหนอจนจิตสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิ แล้วค่อยลดจังหวะการเคลื่อนมือหรือการก้าวเท้าให้ช้าลง
ปล่อยเสียงหนอแผ่วเบาลากเสียงหนอให้ยาวขึ้น เพื่อประคองจิตให้สงบอยู่กับกาย เมื่อจิตสงบอยู่กับกายได้แล้วจึงโน้มจิตตามดูรู้กาย การรู้กายด้วยจิตนั้นต่างจากการรู้กายด้วยตาหรือด้วยการมอง เช่น
เมื่อเราใช้สายตามองตามดูรู้การเคลื่อนไหวของฝ่ามือ เราเห็นภาพฝ่ามือเคลื่อนไหวไปมา คราวนี้ ลองหลับตาหรือเบนสายตาไปอื่นโดยไม่ให้เห็นฝ่ามือ แล้วจึงโน้มจิตให้มาตามดูรู้ทันการเคลื่อนไหวของฝ่ามือ แม้ว่าตาจะไม่เห็นการเคลื่อนไหวของฝ่ามือแต่เราก็รู้ว่าฝ่ามือกำลังเคลื่อนไหวไปมาอยู่นั่นเอง นี่คือการรู้กายด้วยจิต วิธีฝึกขั้นนี้ เราลองฝึกจิตให้ตามดูรู้กายอยู่ตลอดเวลา มือเคลื่อนก็รู้ว่าเคลื่อน มือหยุดเคลื่อนก็รู้ว่าหยุดเคลื่อน เท้าเคลื่อนก็รู้ว่าเคลื่อน หยุดเคลื่อนก็รู้ว่าหยุด การลุกนั่ง
ยืนเดิน นั่งนอน อาบน้ำอาบท่า
ล้างหน้าแปรงฟัน
เราก็ฝึกจิตให้ตามดูรู้ทุกอริยบทของกาย
จนจิตรู้เท่าทันกายได้ตลอดเวลา

ต่อไป
ฝึกให้จิตพิจารณาองค์ประกอบของกาย
โดยโน้มจิตให้รู้ลึกเข้าไปภายในกาย
เพื่อให้จิตรู้แจ้งถึงธรรมชาติที่แท้จริงของกาย โดยทดลองแยกองค์ประกอบของกายออกมาพิจารณาเป็น 4
กอง ประกอบด้วย ส่วนที่เป็นของแข็ง ส่วนที่เป็นของเหลว ส่วนที่เป็นอากาศ ส่วนที่เป็นความร้อนหนาว จะเห็นได้ว่าธรรมชาติที่แท้จริงของกายนี้ประกอบด้วย ธาตุทั้ง 4 กองมารวมกันนั่นเอง เมื่อพิจารณาต่อไปจะเห็นความจริงว่า ธาตุทั้ง 4
นั้นมีการเคลื่อนไหวไหลเข้าออกอยู่ตลอดเวลา
เช่น ลมหายใจเข้าออกทุกเวลา
อาหาร
น้ำเข้าทางปากถ่ายออกเป็นอุจาระ
ปัสสาวะ
โลหิตที่หัวใจสูบฉีดให้เคลื่อนไหวนำพาสารอาหาร อากาศไปหล่อเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ที่เป็นกอบเป็นอวัยวะต่าง
ๆ ของกายนี้มีการเคลื่อนไหวเข้าออกอยู่ตลอดเวลา
ฝึกจิตให้รู้แจ้งเห็นจริงว่าธรรมชาติของกายนี้ประกอบด้วย ธาตุทั้ง 4
กองคือ ดิน น้ำ
ลม ไฟ มาประกอบรวมกันนั้นเอง

โน้มจิตพิจารณาต่อไปว่า ธาตุทั้ง 4
ที่ประชุมรวมกันเป็นกายนี้ มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น คงอยู่
แล้วก็ดับไปอยู่ตลอดเวลา โดยเริ่มพิจารณาจากเส้นผม ขน
เล็บ ฯลฯ จะพบว่า
ทุกสิ่งล้วนเกิดดับเปลี่ยนแปลงไม่เที่ยงแท้คงทน เซลล์ทุกเซลล์ที่ประกอบเป็นอวัยวะต่าง ๆ
ของกายเรานั้น แท้จริงแล้วก็เกิดขึ้น คงอยู่
แล้วก็ดับไปอยู่ตลอดเวลา เราจะพบว่าเซลล์ที่ตายแล้วถูกขับออกมาเป็นเหงื่อ ขี้ไคล
หลุดล่วงออกมาอยู่ตลอดเวลา
โน้มจิตพิจารณาให้รู้แจ้งเห็นจริงถึงธรรมชาติที่แท้จริงของกายนี้ จนจิตรู้แจ้งเห็นจริงว่ากายนี้ไม่เที่ยง มีการเกิดดับเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เราไม่อาจจะขัดขวางยับยั้งการเปลี่ยนแปลงของกายได้ เมื่อจิตรู้แจ้งเห็นจริงถึงธรรมชาติของได้ว่า กายนี้ไม่มีตัวตนที่แท้จริงจึงยึดมั่นถือมั่นในกายให้เที่ยงแท้ถาวรนั้นไม่ได้
ควรปล่อยวางกายให้เกิดดับเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย

การฝึกจิตให้รู้แจ้งเห็นจริงในกายจนจิตปล่อยวางกายได้นั้น ความจริงแล้วเป็นการฝึกให้จิตรู้กายตรงตามความจริงว่า กายนี้ไม่เที่ยง กายนี้มีการเกิดดับอยู่ตลอดเวลา ข้อควรคำนึงก็คือต้องฝึกให้จิตรู้แจ้งเห็นจริงด้วยจิตเองไม่ใช่รู้ตามคำบอกเล่า รู้ตามเอกสารตำรา รู้ตามบทสวดมนต์ที่ว่าอนิจจัง ทุกขัง
อนัตตา ถ้ารู้ตามคำบอกเล่าอย่างนี้โดยไม่ได้รู้ด้วยจิตอย่างแท้จริงแล้วจิตจะปล่อยวางกายใจไม่ได้ ถ้าฝึกได้ถูกต้องจนจิตรู้แจ้งเห็นจริงในกายด้วยจิตเองแล้ว จิตจะปล่อยวางกายได้เอง เป็นการปล่อยวางที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ

ขั้น 2. การฝึกจิตให้รู้แจ้งเห็นจริงในเวทนา “เวทนา” หมายถึง
อารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับจิตใจของเราอยู่ทุกขณะนั่นเอง ซึ่งพอจะแบ่งได้ 3
ลักษณะ คือ อารมณ์ทุกข์ สุข
และวางเฉยคือไม่ทุกข์ไม่สุข
ถ้าเราลองทบทวนอารมณ์ของเราในแต่ละวันที่ผ่านมานั้นจะพบว่า อารมณ์ของเราจะแปรปรวนสลับสับเปลี่ยนกลับไปกลับมาอยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวก็สุข
เดี๋ยวก็ทุกข์ เดี๋ยวก็วางเฉย หรือหากเราจะสังเกตอารมณ์ของคนใกล้ตัวสักคนหนึ่ง โดยสังเกตจากการพูด การกระทำ
สีหน้าแววตาที่แสดงออกมาจะพบว่าอารมณ์ของเขาก็เปลี่ยนแปลงไปมาเช่นเดียวกับอารมณ์ของเรา หรือถ้าเขาสามารถใช้จิตตามดูรู้อารมณ์ของเขาเองได้ เขาอาจจะเก็บข้อมูลได้ถูกต้องครบถ้วนได้ดีกว่าเรา
เพราะอารมณ์บางอย่างนั้นเจ้าตัวเขารับรู้ได้ด้วยจิต ทั้งนี้เพราะอารมณ์ที่เกิดขึ้นในใจของเขานั้น เขาอาจจะไม่ได้แสดงออกมาให้ผู้อื่นรับรู้ก็มี สรุปว่า
การรับรู้อารมณ์โดยรับฟังจากการพูด
สังเกตการณ์กระทำ เป็นการรับรู้อารมณ์ที่แสดงออกจนผู้อื่นรับรู้ได้
แต่การรับด้วยจิตนั้นเป็นการรับรู้อารมณ์ที่เกิดขึ้นภายในใจ ซึ่งรวมถึงอารมณ์ที่ยังไม่แสดงออกมาโดยการพูด หรือการกระทำจนคนอื่นรับรู้ได้

การฝึกจิตให้รู้แจ้งเวทนาจึงหมายถึง การฝึกจิตให้ตามดูรู้ทันการเกิดดับของอารมณ์ของเราเอง
ซึ่งอาจจะฝึกต่อเนื่องจากการฝึกจิตให้รู้กาย หรือจะเริ่มจากการปฏิบัติกรรมฐานหนอจนจิตสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิ แล้วโน้มจิตคอยตามดูรู้อารมณ์ของตนเอง อารมณ์สุขเกิดขึ้นก็ให้จิตรู้ได้ว่าสุข ความสุขดำรงอยู่ก็รู้ความสุขดับไปก็ให้รู้ได้ อารมณ์ทุกข์เกิดขึ้นก็ให้รู้ได้ ความทุกข์ดำรงอยู่ก็รู้ ความทุกข์ดับไปก็รู้ได้ อารมณ์วางเฉยเกิดขึ้นก็รู้ อารมณ์วางเฉยดำรงอยู่ก็รู้ และอารมณ์วางเฉยดับไปก็รู้ได้ สิ่งสำคัญคือต้องให้รู้ด้วยจิต เพื่อให้จิตรู้เท่าทันอารมณ์ของตนเองอยู่ได้ตลอดเวลา
เช่น
เมื่อมียุงมากัดที่แขนความเจ็บเกิดขึ้นที่กาย จะบีบคั้นกายให้เกิดอารมณ์ทุกข์ขึ้น ถ้าจิตรู้ช้ากว่ากายแสดงว่า เราก็อาจจะใช้มือตบยุงตายไปแล้วจิตจึงรู้ได้ แต่ถ้าจิตรู้ทุกข์เวทนาได้เร็วกว่ากาย จิตจะรู้ว่าทุกข์เกิดขึ้นก่อนที่มือจะตบยุง
นี่คือความต่างระหว่างการรับรู้ด้วยกายกับการระลึกรู้ด้วยจิต ข้อนี้ควรทำความเข้าใจให้ดี
ผู้ปฏิบัติหลายคนเข้าใจผิดคิดว่าการรับรู้ด้วยกายนั่นคือการระลึกรู้ด้วยจิต การรับรู้ความทุกข์ด้วยกายนั้นไม่อาจจะรู้ทุกข์ทางใจได้ ในกรณีที่เกิดความทุกข์ทางใจขึ้นมา เช่น ขณะที่เราคิดถึงเรื่องที่ทำให้ไม่พอใจในอดีตเรื่องหนึ่ง จนเกิดอารมณ์ทุกขเวทนาขึ้นมา
ความทุกข์ทางใจไม่มีความเจ็บปวดเช่นเดี่ยวกับการถูกยุงกัด ซึ่งไม่สามารถรับรู้ได้ด้วยกาย ความทุกข์ทางใจต้องระลึกรู้ด้วยจิตเท่านั้น ดังนั้น
ถ้าเราไม่ฝึกให้จิตรู้เวทนาได้ เราก็จะไม่มีโอกาสรู้เท่าทันความทุกข์ทางใจนั้นได้

เมื่อจิตรู้เท่าทันถึงการเกิดดับของเวทนา
จิตจะเห็นธรรมชาติที่แท้จริงของเวทนาได้ว่า เวทนานั้นก็ไม่เที่ยง ความสุข
ความทุกข์ นั้นก็ไม่เที่ยง ล้วนมีเหตุปัจจัยค่อยบีบคั้นให้เกิดดับเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จึงยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ สุดท้ายจิตจะปล่อยวางเวทนานั้นได้เอง แต่ถ้าจิตไม่ได้รู้การเกิดดับของเวทนา จิตจะปล่อยวางเวทนาไม่ได้

ปัญหาที่พบบ่อย สำหรับผู้ฝึกใหม่คือจิตจับเวทนาไม่ค่อยได้ ทั้งนี้เพราะว่าช่วงที่ฝึกปฏิบัติอยู่ในวัดนั้นอาจจะไม่ค่อยมีเรื่องราวใด
ๆ มากระทบให้เกิดเวทนาขึ้นมาให้เห็นชัดเจน
เช่น
ไม่มีใครมาต่อว่าจนทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นมาอย่างทันทีทันใด
หรือไม่มีใครมาพูดยกยอจนทำให้เกิดสุขเวทนาขึ้นมาอย่างชัดเจน ดังนั้น
การฝึกจิตคอยดูเวทนาจึงไม่ค่อยระลึกรู้ได้ชัดเจนนัก
ในทางปฏิบัติจึงควรฝึกสติรู้กายกับรู้เวทนาควบคู่กับไป เพื่อให้จิตคอยตามดูรู้กายและรู้เวทนาสลับกันไปได้
เมื่อไม่มีเวทนาปรากฏขึ้นก็ให้จิตตามดูรู้กายไปเรื่อย ๆ
เมื่อเวทนาเกิดขึ้นก็ให้จิตตามดูรู้เวทนา
คอยสลับกันอย่างนี้จิตจะเกิดทักษะขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การเจริญสติรู้กายรู้เวทนา

ขั้น
3. การประเมินผล
เป้าประสงค์ของการฝึกจิตให้รู้แจ้งเห็นจริงในกายและเวทนาเพื่อให้จิตปล่อยวางกายและเวทนาได้ โดยสัณชาตญาณแล้วจิตจะยึดมั่นถือมั่นในกายในเวทนาอย่างเหนี่ยวแน่น เหตุเพราะจิต หลงผิด เข้าใจผิด รู้ผิด
ไม่รู้แจ้งถึงธรรมชาติที่แท้จริงของกายและเวทนา และเราก็ไม่สามารถควบคุม บังคับให้จิตปล่อยวางกายหรือเวทนาได้ การฝึกจิตให้รู้แจ้งในกายและเวทนา เพื่อให้จิตรู้แจ้งถึงธรรมชาติที่แท้จริงของกายเราเอง
และรู้แจ้งในเวทนาหรืออารมณ์ความรู้สึกของตนเอง เมื่อจิตรู้แจ้งถึงความจริงว่า
ธรรมชาติที่แท้จริงของกายของเวทนานี้ไม่เที่ยง มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่มีตัวตนที่แท้จริง จึงยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ จิตจึงปล่อยวางกายและเวทนาให้เปลี่ยนแปลงเกิดดับไปตามเหตุปัจจัย

การประเมินผลการฝึกจึงประเมินจากความสามารถของจิตในการปล่อยวางกายใจได้หรือไม่
ซึ่งผู้ปฏิบัติจะเป็นผู้ประเมินตนเองได้ถูกต้อง เที่ยงตรงกว่าผู้อื่น
ทั้งนี้เพราะปรากฎการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในตัวของเรา ผู้อื่นย่อมไม่อาจจะล่วงรู้ได้ดีเท่ากับตัวของเรา ส่วนวิธีการประเมินนั้น เราจะพิจารณาได้โดยสังเกตอาการโอนเอน หวั่นไหว
การแกว่งไกวของจิตเมื่อเกิดเวทนาขึ้นกับกาย เช่น
เริ่มจากจิตที่สงบตั้งมั่นเป็นสมาธิ
เมื่อเกิดมียุงมากัดที่เท้า
เกิดความเจ็บปวดคันขึ้นมาที่กายเป็นเหตุให้เกิดทุกขเวทนาขึ้นมา จิตรับรู้ได้ว่าเกิดทุกขเวทนาขึ้น และรู้ต่อไปว่าเวทนานั้นไม่เที่ยง ย่อมเกิดดับไปตามเหตุปัจจัย ยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ จึงจิตปล่อยวางเวทนานั้น เมื่อจิตปล่อยวางทุกขเวทนานั้นได้ จิตยังคงสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิมั่นคงอยู่ต่อไป แต่ถ้าจิตปล่อยวางทุกขเวทนานั้นไม่ได้ จิตยึดมั่นถือมั่นในกายของตนเอง
ความเจ็บปวดจะบีบคั้นจิตให้ดิ้นรนทุรนทุราย โอนเอนหวั่นไหวไปตามแรงบีบคั้นนั้น จิตจึงไม่สงบตั้งมั่นเป็นสมาธิ สรุปได้โดยย่อก็คือ
การประเมินผลการปลายวางในกายและเวทนาของจิตได้นั้น ประเมินได้จากความสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิของจิตนั้นเอง

ถ้าหากจะประเมินโดยบุคคลอื่น
ก็จะสังเกตได้จากอาการสงบตั้งมั่นของกายนั่นเอง
แม้ว่าผลอาจจะไม่ถูกต้องแม่นตรงเท่ากับเจ้าตัวประเมินตนเอง แต่ก็พอจะอนุโลมใช้ได้ โดยการคอยสังเกตพฤติกรรมจากการพูด การกระทำ
การแสดงออกของบุคคลนั้น ๆ
เช่น
ในขณะที่ฝึกจิตให้สงบตั้งมั่นเป็นสมาธิอยู่นั้น ทดลองให้มี รูป
รส กลิ่น เสียง
โผฎฐัพพะ
(สิ่งที่รับรู้ได้ด้วยกาย) ที่ผู้ฝึกพอใจ
หรือไม่พอใจ เข้าไปกระทบตา หู
จมูก ลิ้น กายของผู้ฝึก
แล้วสังเกตปฏิกิริยาโต้ตอบของผู้ฝึกที่แสดงออกมา ถ้าการแสดงออกยังสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหว แสดงว่าผู้ฝึกสามารถปล่อยวางได้ จึงรักษาจิตและกายให้สงบตั้งมั่นอยู่ได้
แต่ถ้าผู้ฝึกเกิดอาการโอนเอนหวั่นไหวไปตามสิ่งที่กระทบนั้น เช่น หัวเราะชอบใจเมื่อได้รับคำชม หรือบ่นรำพึงรำพันน้อยอกน้อยใจเมื่อถูกตำหนิ แสดงว่าผู้ฝึกไม่สามารถปล่อยวางได้
จิตจึงโอนเอนหวั่นไหวไปตามกระแสของสิ่งที่มากระทบ จึงทำให้จิตแกว่งไกวไม่เป็นสมาธิไม่สงบตั้งมั่น

การสังเกตอาการจากพฤติกรรมที่แสดงออก โดยบุคคลภายนอกนั้นอาจจะเกิดความเบี่ยงเบนผิดพลาดได้ในกรณีที่ผู้ฝึกสามารถเก็บกดอาการได้ดี
เช่น
เมื่อมีเสียงที่ผู้ฝึกไม่พอใจมากระทบหู
จิตติดยึดกับเสียงนั้น เกิดทุกขเวทนาขึ้นจนจิตโอนเอนหวั่นไหวแกว่งไกวไม่สงบตั้งมั่นเป็นสมาธิ
แต่ผู้ฝึกเกรงว่าจะถูกหักคะแนนทำให้ไม่ผ่านการประเมิน จึงได้พยายามเก็บอาการความรู้สึกนั้นไว้ รักษากายให้สงบนิ่งอยู่โดยไม่ยอมพูดเก็บกดความรู้สึกนั้นไว้ ทำให้คนอื่นเข้าใจว่ามีสมาธิมั่นคง ดังนั้น
เพื่อให้การประเมินผลจากภายนอกได้เที่ยงตรงมากขึ้นจึงควรทดสอบซ้ำ ๆ ด้วยเครื่องมือที่หลากหลาย
จนให้เกิดความเชื่อมั่นในผลการประเมินนั้น

ตอนที่ 7.


ฝึกจิตให้รู้แจ้งเห็นจริงในจิตและธรรม

การฝึกจิตให้รู้แจ้งในจิต “จิต” ในบทบาทหน้าที่ “การคิดปรุงแต่ง” การคิดปรุงแต่งของจิต
คือการนำข้อมูลเก่าที่จิตสัญญาได้หมายจำจากการรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ
ที่ผ่านมาแล้ว นำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับข้อมูลที่จิตวิญญาณได้รับรู้มาใหม่ เพื่อตัดสินใจแสดงผลออกมาเป็นเวทนาความรู้สึกที่มีต่อสิ่งนั้น
ๆ ตัวอย่างเช่นเด็กคนหนึ่งไม่เคยรู้จักพริกมาก่อน
ไม่เคยได้รับรู้รสของพริกมาก่อน
อยู่มาวันหนึ่งเขากินพริกสดเข้าไปหนึ่งดอก
เขารู้สึกเผ็ดมากจนน้ำตาไหลพราก
ร้องให้ลั่นบ้าน แสดงว่าเด็กคนนี้เกิดทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส จิตสัญญาเขาได้หมายจำรูปของพริกได้ดี หมายจำรสของพริกไว้ได้ อยู่มาวันหนึ่งเขาไปตลาดกับแม่เมื่อไปเห็นพริกวางขายอยู่บนแผง จิตวิญญาณของเขารับรู้รูปของพริกได้ จิตสัญญาหมายจำถึงทุกขเวทนาที่เขาเคยได้รับรู้เมื่อวันก่อนได้
จิตสังขารจึงคิดปรุงแต่งขึ้นมาได้ว่าเขาจะไม่กินพริกอย่างนั้นอีกแล้ว เขาอาจจะร้องบอกแม่ว่าอย่าซื้อพริก อย่าเอาไปให้เขากินอีกนะ
หรือถ้าไม่ร้องบอกแม่เขาก็จะระมัดระวังในการเลือกกินอาหารที่ไม่มีพริก

แสดงว่า จิตของเรานั้นจนถึงปัจจุบันนี้ได้หมายจำเวทนาความรู้สึกที่มีต่อสิ่งต่าง
ๆ ไว้มากมาย หรือเรียกว่าการสั่งสมประสบการณ์ของชีวิตก็น่าจะได้
เมื่อใดจิตได้รับรู้ได้พบได้เห็นได้สัมผัสสิ่งนั้นอีกครั้ง จิตจะนำเอาข้อมูลที่หมายจำไว้แต่เดิมมาคิดปรุงแต่งขึ้นอีก หรือแม่ว่าจะไม่ได้รับรู้สิ่งนั้น
เมื่อจิตว่างงานจิตก็อาจจะนำเอาสิ่งที่หมายจำขึ้นมาคิดปรุงแต่อีกก็ได้ เช่น
มีเพื่อนรักคนหนึ่งของเรา
เคยสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับเรามากเมื่อสิบปีก่อน
และก็ไม่ได้ติดต่อพบเจอกันมาตั้งแต่บัดนั้น จนถึงขณะนี้ไม่ทราบว่าเพื่อนคนนี้ไปอยู่ที่ไหน แต่จิตยังขุดคุ้ยเรื่องนั้นขึ้นมาคิดอีก ทำให้รู้สึกเจ็บปวดโกรธแค้นเพื่อนคนนั้นขึ้นมาอีกจนได้
ทั้งที่เรื่องนี้ได้ยุติมาตั้งสิบกว่าปีแล้ว สรุปได้ว่า
การทำหน้าที่คิดปรุงแต่งของจิต อาจจะเกิดขึ้นได้ทั้งสองกรณีคือเมื่อจิตวิญญาณได้รับรู้สิ่งที่เคยได้หมายจำไว้ก่อนแล้ว
หรือจิตอาจจะคิดปรุงแต่งขึ้นมาเองโดยไม่มีสิ่งใดมากระทบ

ส่วนคำว่า
“ธรรม” หมายถึง สรรพสิ่งทั้งปวงที่อยู่รอบกายของเรา หรือเรียกว่า
ธรรมชาติสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเรา
ซึ่งจิตสามารถรับรู้ได้ในรูปของ
รูป รส กลิ่น
เสียง โผฎฐัพพะ
(สิ่งที่รับรู้ได้ด้วยกาย) โดยกระทบ ตา
หู จมูก ลิ้น
กาย การฝึกจิตให้รู้แจ้งเห็นจริงในจิตและธรรม มีขั้นตอนในการฝึกดังนี้

ขั้น
1. การฝึกจิตให้รู้แจ้งในจิต เริ่มด้วยการปฏิบัติกรรมฐานหนอเพื่อให้จิตสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิ หรือจะฝึกต่อเนื่องจากการฝึกเจริญสติรู้กายรู้เวทนาก็ได้ สภาวะของจิตโดยทั่วไปจะมีอยู่ 4 สภาวะคือ 1) จิตกำลังมีความคิดไม่พอใจ ไม่ชอบ
ไม่อยากได้ ไม่อยากเป็น ไม่อยากมี
ไม่อยากพบ ไม่อยากเห็น ฯลฯ
ในรูป รส กลิ่น
เสียง โผฎฐัพพะ อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ เช่น
ไม่อยากเห็นหน้าคนนั้นเลย
ไม่อยากได้กลิ่นนั้นเลย
ไม่อยากได้ยินเสียงนั้นเลย
ฯลฯ
จิตที่อยู่ในสภาวะเช่นนี้เรียกว่า
จิตกำลังมีโทสะ 2) จิตกำลังมีความคิดพอใจ ชอบใจ
อยากได้ อยากเป็น อยากมี
อยากพบ อยากเห็น ฯลฯ
ในรูป รส กลิ่น
เสียง โผฎฐัพพะ อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ เช่น
อยากเห็นหน้าคนนั้น
อยากได้ดมกลิ่นนั้น
อยากได้ยินเสียงนั้น ฯลฯ จิตที่อยู่ในสภาวะเช่นนี้เรียกว่า จิตกำลังมีโลภะ 3)
จิตกำลังเกิดความคิดลังเลสับสน
ตัดสินใจไม่ถูก ตอบไม่ได้ว่า ชอบหรือไม่ชอบ
อยากได้หรือไม่อยากได้
อยากพบหรือไม่อยากพบ ฯลฯ ในรูป
รส กลิ่น เสียง
โผฎฐัพพะ อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ สภาวะจิตเช่นนี้เรียกว่า จิตกำลังมีโมหะ 4)
จิตที่บริสุทธิ์สงบตั้งมั่นเป็นอิสระจาก
โทสะ โลภะ โมหะ เรียกว่า จิตบริสุทธิ์

สรุปได้ว่า สภาวะจิตของเราในทุกขณะ อาจจะอยู่ในสภาวะใดสภาวะหนึ่ง คือมีโทสะ
โลภะ โมหะ หรือจิตบริสุทธิ์
ความจริงแล้วจิตเดิมแท้ของเรานั้นเป็นจิตที่บริสุทธิ์
เมื่อจิตได้รับรู้เวทนาที่มากระทบจนจิตสัญญาหมายจำไว้ได้
สิ่งที่จิตหมายจำไว้นั้นจะกลายเป็นตัวคอยปรุงแต่งครอบงำจิตให้ตกอยู่ในสภาวะใดสภาวะหนึ่ง สิ่งที่คอยปรุงแต่งครอบงำจิตนั้น เรียกว่า
กิเลส เช่น เราเคยรับประทานอาหารอย่างหนึ่งที่รู้สึกพอใจในรสชาตว่าอร่อยมาก
จิตหมายจำสุขเวทนาที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นไว้ได้ จึงติดอกติดใจในรสของอาหารนั้น เวลาผ่านไปยาวนานพอสมควร ความติดใจจะกลายโลภะกิเลสคอยปรุงแต่งจิตให้คิดอยากกินอาหารนั้นอีก
หรือเราเคยได้พบกับคนคนหนึ่งที่พูดจาไม่น่าฟังเลย จิตหมายจำความรู้สึกครั้งนั้นได้
โทสะกิเลสจึงคอยปรุงแต่งจิตให้คิดหาทางหลีกเลี่ยงไม่อยากพบไม่อยากเจอไม่อยากได้ยินเสียงของคนคนนั้นอีก

การฝึกจิตให้รู้แจ้งในจิต โดยการโน้มจิตให้คอยตามดูรู้เท่าทันสภาวะของจิตของเราเอง คอยตรวจสอบดูว่าในขณะปัจจุบันนี้ สภาวะจิตของเรานั้นเป็นเช่นไร จิตถูกโทสะปรุงแต่งก็ให้รู้ได้ จิตกำลังมีโทสะก็ให้รู้ โทสะดับไปก็ให้รู้ จิตถูกโลภะปรุงแต่งก็ให้รู้ได้ จิตกำลังมีโลภะก็ให้รู้ โลภะดับไปก็ให้รู้ จิตถูกโมหะปรุงแต่งก็ให้รู้ได้ จิตกำลังมีโมหะก็ให้รู้ โมหะดับไปก็ให้รู้ หรือจิตกำลังบริสุทธิ์เป็นอิสระจากกิเลสก็รู้ได้ เช่น
ในขณะที่เรากำลังนั่งฝึกกรรมฐานหนออยู่นั้น
จิตเกิดมีความคิดอยากจะกินข้าวขาหมูเจ้าอร่อยขึ้นมา เราก็ให้รู้ได้ว่าจิตถูกโลภะกิเลสปรุงแต่งครอบงำอยู่ ต่อมาสักครู่ความคิดนั้นก็ดับไป เราก็รู้ได้ว่าโลภะกิเลสนั้นดับไป จิตจึงเบาโล่งโปร่งสบายสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิ เรารู้ได้ว่าจิตเป็นอิสระจากกิเลส หรือขณะนั่งรับประทานอาหารอยู่นั้น เรารู้สึกไม่พอใจเพื่อนคนหนึ่งขึ้นมา เพราะเขาไม่ย่อมแบ่งอาหารให้คนอื่น
ให้เรารู้ได้ทันทีว่าจิตถูกโทสะกิเลสครอบงำอยู่ และเมื่อความคิดนั้นดับไปก็ให้รู้ได้ว่าดับไป หรือในกรณีที่เราเกิดความคิดลังเล คิดฟุ้งซ่าน
ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเอาหรือไม่เอาในสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความลังเลสับสน ก็ให้รู้ได้ทันทีว่าจิตถูกโมหะกิเลสครอบงำอยู่

ขั้น
2. การฝึกจิตให้รู้แจ้งในธรรม โดยโน้มจิตพิจารณาธรรมชาติของสรรพสิ่งทั้งปวงที่อยู่รอบตัวเรา ตั้งแต่บุคคล พ่อ
แม่ พี่ น้อง
ลูก สามี ภรรยา
เพื่อนฝูง คนที่เรารัก คนที่เราเกลียด ฯลฯ สิ่งของ
เครื่องใช้ทรัพย์สินเงินทอง
บ้านเรือน รถยนต์ ฯลฯ
สิ่งมีชีวิตสรรพสัตว์ทั้งหลาย สิ่งไม่มีชีวิตอิฐ หิน
ดิน ทราย ฯลฯ
ฝึกจิตให้พิจารณาถึงองค์ประกอบของสรรพสิ่งทั้งปวงนั้น
แท้จริงแล้วก็มีสภาพไม่ต่างตัวของเราก็คือประกอบด้วยธาตุทั้ง 4 กอง
อันประกอบด้วย ดิน นำ
ลม ไฟ มารวมกันนั้นเอง และสรรพสิ่งทั้งปวงนั้นล้วนไม่เที่ยง ไม่คงทนถาวร
มีเหตุปัจจัยให้เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ไม่มีตัวตนที่แท้จริง
จึงยึดมั่นถือมั่นไม่ได้ เช่น
ภูเขาที่เราคิดว่าคงทนถาวรนั้น
ความจริงแล้วมีการผุกร่อนเปลี่ยนสภาพอยู่ตลอดเวลา บุคคลใกล้ชิดเราก็เช่นเดียวกันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา สิ่งแวดล้อมรอบตัวเราก็เช่นเดียวกันมีการเปลี่ยนแปลงเกิดดับอยู่ตลอดเวลา ฝึกจิตให้รู้แจ้งเห็นจริงถึงสรรพสิ่งทั้งปวงว่า
สรรพสิ่งทั้งปวงที่อยู่รอบตัวเรานั้นล้วนไม่เที่ยง ไม่คงรูปถาวร
มีเหตุปัจจัยคอยบีบคั้นให้เปลี่ยนแปลงเกิดดับอยู่ตลอดเวลา ไม่มีตัวตนที่แท้จริง จึงยึดมั่นถือมั่นไม่ได้

ขั้น
3. การประเมินตนเอง
เมื่อจิตรู้แจ้งเห็นจริงในจิตและธรรมได้อย่างแท้จริงแล้ว
จิตจะสามารถจำแนกธรรมชาติของสิ่งรอบกายได้ว่า อะไรคือธรรมชาติที่แท้จริง อะไรคือสิ่งที่สมมุติ เช่น สิ่งที่เราสมมุติเรียกว่า อาหาร
ธรรมชาติที่แท้จริงก็คือกองของธาตุทั้ง 4 นั่นเอง สิ่งที่เราสมมุติเรียกว่า สามีหรือภรรยา
ความจริงกองธาตุทั้ง 4 มารวมกันนั้นเอง
สิ่งที่เราสมมุติเรียกว่า
เงินทอง บ้านเรือน รถยนต์
เครื่องเพชร เครื่องทอง
ฯลฯ
ธรรมชาติที่แท้จริงของสรรพทั้งปวงก็คือกองธาตุทั้ง 4
มากองรวมกันนั้นเอง และธรรมชาติของสรรพสิ่งทั้งปวงล้วนไม่เที่ยง ไม่คงรูปถาวร
มีเหตุปัจจัยคอยบีบคั้นให้เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ยึดมั่นถือมั่นให้คงรูปคงทนถาวรไม่ได้สักอย่าง

เมื่อจิตรู้แจ้งเห็นจริงได้ว่า ธรรมชาติของสรรพสิ่งทั้งปวง “เป็นเช่นนี้เอง” และเป็นการรู้ด้วยจิตอย่างแท้จริง เมื่อสรรพสิ่งที่อยู่รอบตัวมากระทบตา หู
จมูก ลิ้น กาย
ในลักษณะของ รูป รส
กลิ่น เสียง โผฎฐัพพะ (สิ่งที่รับรู้ได้ด้วยกาย) จิตจะสามารถจำแนกสรรพสิ่งเหล่านั้นได้ทันที่ว่า อะไรคือสมมุติบัญญัติที่ตั้งชื่อสมมุติเรียกขึ้นมา อะไรคือสัจบัญญัติอันเป็นธรรมชาติที่แท้จริง เมื่อจิตจำแนกได้เช่นนี้ จิตจะจำแนกกิเลสหรือตัวปรุงแต่งกับธรรมชาติที่แท้จริงของสิ่งนั้นออกจากกันได้ เช่น การรับประทานอาหารเจตนาที่แท้จริงคือการนำธาตุอาหารเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกาย
การปรุงอาหารให้มีรสชาตอร่อยนั้นคือกิเลสตัวปรุงแต่ง
การมีเพศสัมพันธุ์เจตนาที่แท้จริงคือเพื่อการสืบพันธุ์
ความพึงพอใจจากการมีเพศสัมพันธุ์คือกิเลสตัวปรุงแต่ง ฯลฯ ดังนั้น การประเมินตนเองจึงการสำรวจความสามารถของจิตในการจำแนก รูป
รส กลิ่น เสียง
โผฎฐัพพะที่มากระทบ ตา หู
จมูก ลิ้น กาย
ถ้าจิตรู้แจ้งเห็นจริงในจิตและธรรมได้อย่างแท้จริง
จิตจะสามารถจำแนกแยกส่วนระหว่างความจริงกับสิ่งปรุงแต่งได้ จึงไม่ติดยึด
หลงใหล
หมายจำในส่วนที่ปรุงแต่งไว้ จิตจึงปล่อยวางกิเลสได้อย่างแท้จริง จิตจึงเป็นอิสระจากกิเลสทั้งปวงได้


ตอนที่ 8
.


สรุปทบทวนประเมินผลการฝึกจิต

ขั้นตอนสำคัญในการฝึกจิตคือการประเมินผล
โดยเฉพาะการประเมินผลการฝึกในแต่ละขั้นแต่ละตอนนั้น ผู้ฝึกควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ให้มาก เพราะว่าปัญหาที่ได้พบเห็นบ่อย ๆ คือ
เมื่อผู้ฝึกประเมินตนเองด้วยตนเอง
ผู้ฝึกมักจะประเมินผลลำเอียงเข้าข้างตนเอง เช่น
ผู้ประเมินทราบดีว่าทราบดีว่าตนเองยังไม่ผ่านการฝึกในขั้นที่ 1. แต่ด้วยความขี้เกียจจะฝึกซ่อมเสริม หรือกลัวจะอับอายขายหน้าคนอื่น จึงแกล้งทึกทักเอาว่าได้ผ่านการประเมินแล้ว ซึ่งเมื่อไม่ผ่านเกณฑ์การฝึกขั้นที่ 1.
เลื่อนชั้นขึ้นไปฝึกขั้นที่ 2. ก็จะไปติดอยู่ในขั้นที่ 2. อีก เช่นเดียวกับนักเรียนชั้น ป. 1
ที่เขียนหนังสือไม่ได้อ่านไม่ออก
เมื่อครูให้เลื่อนชั้นขึ้นไปอยู่ชั้น ป.2
ก็จะเรียนไม่ทันเพื่อน
ถ้าครูให้เลื่อนชั้นขึ้นไปเรื่อย ๆ
โดยไม่ได้สอนซ่อมเสริมให้เด็กนักเรียนคนนี้อ่านออกเขียนได้ สุดท้ายจนจบ ป.6 นักเรียนคนนี้ก็อ่านหนังสือไม่ออกเขียนไม่ได้อยู่ดี

ผู้ฝึกจิตส่วนใหญ่เป็นเช่นเดียวกับนักเรียนคนดังกล่าว
เนื่องจากการประเมินผลการฝึกจิตนั้นผู้ฝึกต้องประเมินตนเอง เมื่อตนเองไม่มีความตั้งใจจริง ไม่มีความเพียรพยายามมุมานะอย่างจริงจัง ปล่อยปละละเลยไม่ประเมินตนเองตั้งแต่ขั้นแรกเริ่ม
จนสุดท้ายจบการฝึกครบตามกำหนดก็ไม่ได้อะไรกลับไปเลย

การสรุปประเมินผลการฝึกจิตให้รู้แจ้งเห็นจริงในกาย เวทนา
จิต ธรรม หรือเรียกว่าการฝึกวิปัสสนากรรมฐานหนอเพื่อเจริญสติปัฏฐาน
4 อันประกอบด้วย กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน และธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐานนั้น
การประเมินผลการฝึกในภาพรวมคือการฝึกจิตให้รู้จักปล่อยวางกายใจได้ เมื่อจิตไม่ยึดมั่นถือมั่นในกายใจ จิตจะสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิได้อย่างแท้จริง จิตจึงไม่โอนเอนหวั่นไหวไปตามสิ่งที่มากระทบ เพื่อเราจะได้มีสมาธิที่แท้จริง
เป็นสมาธิที่สามารถนำไปใช้ในการทำหน้าที่การงาน เอาชนะปัญหาอุปสรรคได้จริง

จิตจะปล่อยวางกายใจได้อย่างแท้จริง เมื่อจิตรู้แจ้งเห็นจริงถึงธรรมชาติที่แท้จริงของกาย เวทนา
จิต ธรรม ว่าสรรพล้วนไม่เที่ยง ไม่คงทนถาวร
มีเหตุปัจจัยคอยบีบคั้นให้เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ยึดมั่นถือมั่นในตัวตนที่แท้จริงไม่ได้สักอย่าง จึงปล่อยวางให้สรรพสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น คงอยู่
และดับไปตามเหตุปัจจัย ถ้าจิตรู้แจ้งเห็นจริงได้เช่นนี้ เมื่อมีรูป
รส กลิ่น เสียง
โผฎฐัพพะ มากระทบตา หู
จมูก ลิ้น กาย
จิตจะจำแนกได้ว่าธรรมชาติที่แท้จริงหรือสัจบัญญัติของสิ่งที่มากระทบนั้นเป็นอย่างไร
?
สิ่งที่ปรุงแต่งสมมุติหรือสมมุติบัญญัตินั้นเป็นอย่างไร ?
จิตจึงรับรู้ไว้เฉพาะส่วนที่เป็นสัจบัญญัติ จิตปล่อยวางสมมุติบัญญัตินั้นได้ โดยไม่หมายจำสิ่งนั้นไว้เป็นกิเลสคอยปรุงแต่งครอบงำจิตอีกต่อไป จิตก็จะเป็นอิสระจากกิเลสทั้งปวงได้ จิตจะไม่ถูกครอบงำโดยโมหะ โทสะ
โลภะ
จิตจึงบริสุทธิ์สงบตั้งมั่นเป็นสมาธิได้อย่างแท้จริง

ในกรณีที่มีรูป รส
กลิ่น เสียง
โผฏฐัพพะที่มากระทบกายอันเป็นเหตุให้เกิดเวทนาทางกาย เช่น
การเจ็บไข้ได้ป่วย
การประสบอุบัติเหตุอุบัติภัยให้เกิดบาดเจ็บทางกาย
เมื่อจิตรู้แจ้งเห็นจริงถึงธรรมชาติที่แท้จริงของกายและเวทนานั้นว่า กายนี้
เวทนานี้ ก็ไม่เที่ยง ทุกขเวทนานี้
ก็ไม่เที่ยงเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปตามเหตุปัจจัย ไม่คงทนถาวร
จิตจึงปล่อยวางกายใจไม่ยึดมั่นถือมั่นให้เกิดทุกข์ ในกรณีที่จิตมีความพึงพอใจในรูป รส
กลิ่น เสียง โผฎฐัพพะอันเป็นเหตุให้เกิดสุขเวทนาก็เช่นเดียวกัน เมื่อจิตรู้แจ้งเห็นจริงว่าสุขเวทนาก็ไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปตามเหตุปัจจัย ไม่คงทนถาวร
จิตจึงปล่อยวางกายใจไม่ยึดมั่นถือมั่นใจสุขเวทนานั้น
เมื่อจิตปล่อยวางกายใจได้ไม่ยึดมั่นถือมั่นในทุกขเวทนา และสุขเวทนา จิตจึงรักษาอารมณ์อุเบกขาวางเฉยอย่างรู้เท่าทันต่อสิ่งต่าง
ๆ ที่มากระทบนั้นได้

สรุปขั้นตอนการประเมินผลได้ดังนี้

ขั้น 1. เกณฑ์การประเมินการฝึกกรรมฐานหนอ ให้ถูกต้องตามหลักการฝึก พิจารณาจากการนั่งปฏิบัติหนอ
หรือการเดินจงกรมหนอได้อย่างถูกต้องตามหลักการฝึกปฏิบัติหนอทั้ง 3
ประการ คือ 1) การเคลื่อนไหวมือหรือเท้าเป็นจังหวะ 2)
การเปล่งเสียงหนอให้เต็มเสียงกำกับจังหวะการเคลื่อนไหว 3)
จิตจับความรู้สึกกลางฝ่ามือหรือฝ่าเท้าได้ทุกครั้งที่เคลื่อนไหว

ขั้น 2. เกณฑ์การประเมินการฝึกกรรมฐานหนอ เพื่อให้จิตสงบตั้งมั่นอยู่กับกายเป็นสมาธิชั่วคราว
พิจารณาจากความสามารถปฏิบัติหนอได้อย่างต่อเนื่อง มั่นคง
ยาวนานได้ไม่น้อยกว่าครั้งละ
30 นาที โดยจิตไม่หวั่นไหว โอนเอน
ไปตามรูป รส กลิ่น
เสียง โผฎฐัพพะที่มากระทบ ตา
หู จมูก ลิ้น
กาย จิตสงบได้อย่างรวดเร็ว ต่อเนื่อง
ยาวนาน มั่นคงได้ทุกสถานการณ์

ขั้น 3. เกณฑ์การประเมินการฝึกวิปัสสนากรรมฐานหนอ เพื่อเจริญสติรู้แจ้งเห็นจริงในกายและเวทนา พิจารณาจากความสามารถของจิตในการปล่อยวางกายและเวทนาได้
ไม่ยึดมั่นถือมั่นในกายจนเป็นเหตุให้เกิดตัณหา คือ ความอยาก อันประกอบด้วย กามตัณหา (ความต้องการทางกาย) ภาวตัณหา (ความต้องการอยากได้ อยากเป็น
อยากมี) วิภาวตัณหา (ความไม่อยากได้ ไม่อยากเป็น
ไม่อยากมี)
หากจิตปล่อยวางกายและเวทนาได้
ไม่ยึดมั่นถือมั่นให้เกิดตัณหา
อันเป็นเหตุของทุกขเวทนาและสุขเวทนา
จิตจึงเสวยอารมณ์อุเบกขาวางเฉยได้ตลอดเวลา

ขั้น 4. เกณฑ์การประเมินการฝึกวิปัสสนากรรมฐานหนอ เพื่อเจริญสติรู้แจ้งเห็นจริงในจิตและธรรม พิจารณาจากความสามารถของจิตในการปล่อยวางจิตให้เป็นอิสระจากกิเลสอันเป็นเครื่องปรุงแต่งครอบงำจิตให้มี โมหะ
โทสะ โลภะ รู้แจ้งเห็นจริงถึงธรรมชาติที่แท้จริงของสรรพสิ่งทั้งปวง
จิตสามารถจำแนกสัจบัญญัติและสมมุติบัญญัติได้ และปล่อยวางสมมุติบัญญัติได้โดยไม่ติดยึดไว้เป็นกิเลสคอยปรุงแต่งจิต จิตจึงดำรงสภาวะสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิ บริสุทธิเป็นอิสระจากกิเลสทั้งปวง

ตอนที่ 9.


การใช้พลังจิต….พิชิตความสำเร็จ

เมื่อฝึกจิตให้สงบตั้งมั่นเป็นสมาธิได้แล้ว เปรียบได้เหมือนกับเราต่อเรือขึ้นมาได้หนึ่งลำ เมื่อเราได้ฝึกหัดถือท้ายเรืออยู่ในลำคลองจนมีความชำนาญแล้ว
ต่อไปนี้เราจะขับเรือออกไปหาปลาตามเกาะแก่งที่อยู่ในทะเล
เริ่มแรกเราจึงควรเลือกเกาะที่ไม่ห่างไกลจากฝั่งมากนัก ศึกษาเส้นทางการเดินเรือจากผู้ที่มีความชำนาญในส้นทางการเดินเรือให้ดี กำหนดช่วงเวลาการเดินทางในช่วงที่ไม่มีพายุคลื่นลมแรง บรรทุกสัมภาระแต่พอดี เตรียมตัวให้พร้อมก่อนการเดินทาง เมื่อเริ่มการเดินทาง
ตั้งเข็มมุ่งสู่เป้าหมายให้ชัดเจนไม่ลังเลโอนเอนไปเป็นอื่น ใช้ความเพียรพยายามฟันฝ่าคลื่นลม อุปสรรคต่าง ๆ
ด้วยความมุ่งมั่น
ตั้งจิตให้มั่นคง
ฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ สู่จุดหมายปลายทางให้จงได้ เมื่อการเดินทางครั้งแรกประสบความสำเร็จได้
ครั้งต่อไปจึงค่อยกำหนดเป้าหมายที่ระยะทางไกลมากขึ้น สามารถฟันฝ่าคลื่นลมแรงมากขึ้น
จนกระทั่งสามารถเดินเรือได้รอบโลกก็อาจจะเป็นได้

นโปเลียนมหาราช อเลกซานเดอร์มหาราช หรืออด๊อฟ ฮิตเล่อร์
จอมทัพผู้เกรียงไกรทั้งหลาย
ต่างเริ่มต้นจากชัยชนะหัวเมืองเล็ก ๆ เป็นเบื้องต้น ก่อนที่จะรบชนะเมืองใหญ่ ๆ ได้ การเริ่มต้นการใช้สมาธิเพื่อพิชิตความสำเร็จก็เช่นเดียวกัน ควรเริ่มต้นจากการทำงานเล็ก ๆ ง่าย ๆ
เป็นอันดับแรก แต่ขอให้เป็นการทำงานเพื่อทดสอบพลังของสมาธิให้มีความมั่นคงแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย เมื่อวางแผนการทำงาน กำหนดเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนแล้ว จงตั้งจิตให้สงบตั้งมั่นเป็นสมาธิเพื่อให้การดำเนินการบรรลุสู่เป้าหมายให้จงได้ เมื่อมีปัญหาอุปสรรคใด ๆ
มาขัดขวางให้ถือว่า
นั่นคือคู่ซ้อมที่จะเสริมความแข็งแกร่งให้กับพลังจิต เมื่อมีเหตุปัจจัยใดมากระทบกายใจ ฝึกจิตให้ปล่อยวางกายใจไม่ยึดมั่นถือมั่นในเวทนานั้น
รักษาจิตให้เป็นอิสระจากกิเลสตัณหาทั้งปวง จิตจึงสงบตั้งมั่นอยู่ได้ทุกเวลา

หากเราพิจารณาถึงความล้มเหลวที่ผ่านมาในอดีต ความผิดพลาดเริ่มตั้งแต่การศึกษาหาข้อมูลเพื่อวางแผนงานไม่ละเอียดรอบคอบตั้งแต่เริ่มแรก
เริ่มผิดพลาดตั้งแต่สัมมาทิฏฐิคือการรู้ไม่จริง มีแต่มิจฉาทิฏฐิคือการรู้ผิด เข้าใจผิด
หลงผิด จิตถูกครอบงำปรุงแต่งด้วยกิเลสตัณหาตั้งแต่เริ่มแรก
ในขณะที่ดำเนินงานตามแผนเมื่อมีปัญหาอุปสรรคมาขัดขวางการทำงาน ซึ่งก็คือตัวกิเลสตัณหาที่เข้ามากระทบกายใจของเรานั่นเอง เราไม่รู้จักปล่อยวางกายใจ กลับยึดมั่นถือมั่นในกายใจจนเกิดทุกขเวทนาขึ้นมา
จิตจึงถูกความทุกข์บีบคั้นให้โอนเอนหวั่นไหวแกว่งไกวไปตามแรงบีบคั้นนั้น จิตจึงไม่สงบตั้งมั่นเป็นสมาธิ เมื่อจิตไม่สงบ จิตจึงไม่มีพลังในการฟันฝ่าอุปสรรค เมื่อยิ่งติดยึดมากขึ้นแรงบีบคั้นยิ่งทวีมากขึ้น จิตยิ่งหวั่นไหวไม่มีสมาธิ สุดท้ายจึงต้องยอมพ่ายแพ้ต่ออุปสรรค แล้วประสบความล้มเหลวในที่สุด

การใช้สมาธิเพื่อการทำหน้าที่การงานให้บรรลุความสำเร็จ จึงประกอบด้วยขั้นตอนที่สำคัญดังนี้

ขั้น
1. สัมมาทิฎฐิ
คือการศึกษาหาข้อมูลเพื่อประกอบการวางแผนงานอย่างถูกต้อง ครบถ้วน
ตรงตามสภาพจริง
เพื่อการกำหนดเป้าหมายที่มีความเป็นไปได้อย่างเหมาะสมกับศักยภาพโดยปราศจากการปรุงแต่งครอบงำของกิเลสตัณหา
ข้อมูลที่ได้รับรู้มานั้นต้องจำแนกสัจบัญญัติและสมมุติบัญญัติออกจากกัน เพื่อจะได้เลือกใช้ได้อย่างเหมาะสม

ขั้น
2. โยนิโสนมสิการ คือการคิดอย่างแยบยล หมายถึงการนำข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนสมบูรณ์มาประกอบการวางแผนงานอย่างละเอียดรอบคอบในทุกขั้นตอนเพื่อบรรลุสู่เป้าหมาย การคิดอย่างแยบยลซึ่งหมายถึงการวางแผนอย่างมีกลยุทธ์
เพื่อกำหนดเส้นทางเดินสู่เป้าหมายที่ลัดสั้น มีปัญหาอุปสรรคให้มีน้อยที่สุด
หรือถ้ามีมากก็อยู่ในวิสัยที่สามารถฟันฝ่าอุปสรรคนั้นได้

ขั้น
3. สัมมาสติ
คือการใช้สติปัญญาพิจารณาให้รู้แจ้งเห็นจริงทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก ในขณะดำเนินงานเพื่อบรรลุสู่เป้าหมายนั้น ย่อมมีปัญหาอุปสรรคเป็นตัวขัดขวางเสียดทาน
สัมมาสติคือการพิจารณาให้รู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งที่มากระทบนั้น
และรู้แจ้งถึงผลอันเกิดขึ้นกับกายใจอันเกิดจากการกระทบนั้น
หากผู้ปฏิบัติงานเป็นเพียงตัวเราคนเดียวนั้นเราใช้สติระลึกรู้กายใจของเรา แต่ถ้ามีการทำงานเป็นหมู่คณะหลาย ๆ คน การระลึกความรู้สึกในกายใจของทีมงานทุกคนนั้น มีความละเอียดอ่อนที่พึงพิจารณาอย่างรอบคอบ
แม่ทัพประสบชัยชนะได้เพราะความร่วมแรงร่วมใจของขุนพลคู่ใจฉันใด
สมาธิของตัวเราและทีมงานย่อมเป็นปัจจัยนำสู่ความสำเร็จฉันนั้น หรือดั่งสุภาษิตจีนที่กล่าวไว้ว่า รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง

ขั้น
4. สัมมาสมาธิ
คือสภาวะจิตที่สงบตั้งมั่นอย่างรู้เท่าทันสรรพสิ่งทั้งปวง
เมื่อจิตรู้จักจำแนกธรรมชาติของสรรพสิ่งที่มากระทบ
รู้จักปล่อยวางกายใจให้เป็นอิสระจากการปรุงแต่งครอบงำของกิเลสตัณหา
จิตจึงสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวโอนเอนหวาดกลัววิตกกังวลกับปัญหาอุปสรรคใด

จึงเป็นจิตที่มีพลังในการฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคเพื่อบรรลุสู่เป้าหมายได้ทุกครั้ง

“ยอดเขาหิมาลัยทั้งสูง ทั้งไกล
นักปีนเขาค่อย ๆ เดินก้าวไปข้างหน้าที่ละก้าวย่าง ด้วยจิตที่สงบตั้งมั่น เขาจึงพิชิตยอดเขาหิมาลัยได้ในที่สุด”

ตอนที่ 10.


บทสรุป

ข้าพเจ้า ได้นำประสบการณ์ในช่วงหนึ่งที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของชีวิต
ที่สามารถพลิกผันวิถีชีวิตให้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้ ถึงแม้ว่า
ข้าพเจ้าไม่สามารถค้นหาสมาธิตามที่ต้องการได้ในช่วงเวลา 7
วันตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ในตอนแรก
แต่เมื่อได้ฝึกฝนซ่อมเสริมและทดสอบประเมินผลตนเองอย่างต่อเนื่องอีกช่วงระยะหนึ่ง ก็ได้คำตอบที่มั่นใจได้ว่า สมาธิที่ตั้งใจค้นหานั้นได้ประสบพบแล้ว
ได้พบความจริงอีกประการหนึ่งว่า การพัฒนาจิตใจให้มั่นคงเข้มแข็งนั่นมีความจำเป็นสำหรับทุกคน ได้พบอีกว่าปุถุชนทุกคนธรรมดาทุกคนสามารถฝึกฝนตนเองให้จิตสงบตั้งมั่นเป็นสัมมาสมาธิได้ และพบว่าสัมมาสมาธิคือการสร้างพลังจิตสามารถนำพาชีวิตไปสู่ความสำเร็จได้อย่างมั่นคงยั่งยืนอย่างแท้จริง

ข้าพเจ้ายอมลงทุนเสียเวลาในการฝึกกรรมฐานหนออย่างจริงจัง ครั้งละ 7 วัน จำนวน
2 ครั้ง รวมเวลาเป็น
14 วัน
เมื่อเปรียบกับสิ่งที่ได้มานั้นคุ้มค่ามหาศาล เฉพาะเรื่องที่สามารถเลิกบุหรี่ เลิกดื่มเหล้าได้เมื่อคิดคำนวณออกมาเป็นตัวเงิน การสูญเสียเวลา ผลต่อเสียสุขภาพ ฯลฯ
เท่านี้ก็เกินคุ้มแล้ว
เมื่อรวมถึงการได้พบทางดับทุกข์อย่างสิ้นเชิง
ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข การอยู่ร่วมในครอบครัวอย่างมีความสุข และทำหน้าที่การงานอย่างมีความสุขแล้ว ยิ่งมั่นใจว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มสุดคุ้ม

เวลาที่เสียไปกับการฝึกจิต
เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับเวลาที่เสียไปในอดีตเพราะการทำงานที่ล้มเหลว เทียบได้เป็นสัดส่วนเพียงน้อยนิด ซึ่งไม่รวมถึงการเสียทรัพย์สินเงินทองที่ต้องขาดทุนไปกับการทำงานที่ล้มเหลวด้วยความดื้อรันทุรังเพราะจิตใจไม่มีสมาธิ
แม้ว่าในปัจจุบันการทำหน้าที่การงานดูเหมือนจะเชื่องช้า และปริมาณน้อยกว่าเมื่อก่อน
แต่เมื่อเปรียบเทียบด้านประสิทธิภาพแล้วมีความต่างกันมาก
การทำงานมากด้วยความเหนื่อยยากและสุดท้ายไม่ประสบความสำเร็จ คำตอบสุดท้ายคือการสูญเสียทั้งเงินลงทุน เวลา
แรงกายแรงใจ
และเป็นการสร้างปัญหาต่อเนื่องเพิ่มขึ้นอีกมากมาย ต่างกับการทำงานด้วยสติปัญญา ด้วยสัมมาสมาธิ เป็นการทำหน้าที่การงานอย่างมีแผนงานมีขั้นตอนที่ชัดเจน การทำงานโดยเคร่งเครียดจนเกินไป และบรรลุสู่เป้าหมายได้ในที่สุด

ข้าพเจ้าจึงขอเชิญชวนทุกท่านที่สนใจและมีความตั้งใจจะพัฒนาเสริมสร้างพลังจิตของตน ได้ฝึกฝนพัฒนาจิตใจของตน เพื่อให้ได้พบกับสัมมาสมาธิอย่างแท้จริง และจะได้ใช้สัมมาสมาธิเสริมสร้าง พลังจิต …เพื่อพิชิตความสำเร็จ และเพื่อความสันติสุขในการดำรงชีวิตของตนเอง ในชีวิตครอบครัว ในสังคม
ประเทศชาติและสังคมโลกต่อไป

About these ads

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

หมวดหมู่

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: